วันศุกร์ที่ 4 พฤษภาคม พ.ศ. 2555

อุบลราชธานี เมืองประวัติศาสตร์...สู่มรดกโลก




                จังหวัดอุบลราชธานี ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จัดประชุมสัมมนาเสนอหลักฐานทางประวัติศาสตร์ เพื่อจัดทำทะเบียนเอกสารมรดกแห่งความทรงจำแห่งชาติ นำโดย ศาสตราจารย์ ดร.ประเสิฐ ณ นคร ศาสตราจารย์แม้นมาศ ชวลิต ประธานคณะกรรมการแห่งชาติว่าด้วยแผนงานความทรงจำแห่งโลก ดร.ม.ร.ว.รุจยา อาภากร  ดร.ประจักษ์ วัฒนานุศิษย์ นางสาวิตรี สุวรรณสถิต นายอวยชัย เกิดช่วย นางกนิศฐา กสิณอุบล นายชำนาญ ภูมลี นายมนัส สุขสาย รศ.วุฒิชัย มูลศิลป์ นายวิมล ปิงเมืองเหล็ก นายหมิว ศาลางาม นางก่องแก้ว วีระประจักษ์  ร่วมเสวนา
               โดยมีผู้ทรงคุณวุฒิในจังหวัดอุบลราชธานี คือ  นายระลึก ธานี ได้บรรยาย เรื่องเมืองอุบล ความเป็นมาทางประวัติศาสตร์ และได้รับเกียรติจากศิลปินแห่งชาติ  เช่น นางฉวีวรรณ ดำเนิน ป.ฉลาดน้อย ส่งเสริม นภดล  ดวงพร ทองใส ทับถนน ร่วมประชุมพร้อมหัวหน้าส่วนราชการ และนักประวัติศาสตร์ภูมิพลังเมืองอุบล ฯ ซึ่งมี นายสุรพล สายพันธ์ ผวจ.อุบลราชธานี ร่วมสืบสานงานสำคัญครั้งนี้
               นอกจากการสัมมนาและเสนอข้อมูลเพื่อขึ้นทะเบียนแล้ว ยังได้นำคณะศึกษาดูงานแหล่งประวัติศาสตร์ที่วัดทุ่งศรีเมือง วัดสุปัฏนารามวรวิหาร และบ้านคำผ่องสุขสาย เพื่อเป็นการสืบค้นและประกอบในการขึ้นทะเบียนเอกสารมรดกความทรงจำแห่งชาติ และแห่งโลกตามลำดับ
               สำหรับสาระสำคัญและความเป็นมา ขอนำเรียนเพื่อทราบโดยย่อ ดังนี้ มรดกความทรงจำแห่งโลก (Memory of the World) ประเทศไทย องค์การศึกษาวิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ หรือยูเนสโก พิจารณาเห็นควรว่าความรู้ ความคิด ประสบการณ์  จินตนาการ เรื่องราว ของมนุษย์ที่มีเชื้อชาติ ภาษา  ขนบธรรมเนียมประเพณีแตกต่างกัน กระจายอยู่ในดินแดนต่างๆทั่วโลก ที่มนุษย์ได้ร่วมกันโดยมิได้ตั้งใจสร้างสรรค์ภูมิปัญญาให้เกิดขึ้นเป็นรูปธรรมด้วยการบันทึกเป็นภาพ ลายลักษณ์อักษร เสียง ลงในวัสดุต่างๆเพื่อกันลืม และเพื่อถ่ายทอดให้ผู้อื่นได้รับทราบสืบต่อกันไป เช่น  หนังสือที่เขียนด้วยมือบนกระดาษ ใบไม้ สกัดอักษรลงบนโสตทัศน์วัสดุบนแผ่นฟิล์มและแถบเสียง วัสดุอิเล็กทรอนิกส์ เช่น ดิสเก็ต ซีดีรอม มัลติมิเดียและฐานข้อมูลคอมพิวเตอร์ รวมกันเป็นเอกสารมรดกความทรงจำ เป็นเครื่องบ่งชี้ให้ทราบถึงอารยธรรมของมนุษยชาติ
               แต่วัสดุเหล่านี้ส่วนมากแล้วไม่ทนต่อสภาพภูมิอากาศภูมิประเทศ เหตุการณ์ทางธรรมชาติเช่นแผ่นดินไหว น้ำท่วม ความชื้น ฝุ่นละออง แสงแดด หนู ปลวก มอด แมลง และฝีมือมนุษย์ที่ตั้งใจและไม่ตั้งใจ ฯลฯ จึงทำให้อารยธรรมด้นเอกสารมรดกความทรงจำของมนุษย์จึงถูกทำลายลงอย่างมากสมควรที่ประเทศต่างๆ ต้องร่วมมือกันปกป้องรักษาเอกสารมรดกที่เหลืออยู่ในปัจจุบัน ทั้งวัสดุบันทึกและเนื้อหาอย่างยิ่งยืนยาวนานตั้งแต่ปัจจุบันจนถึงอนาคต ส่วนที่เป็นเนื้อหาก็ควรเผยแพร่ให้ทราบและใช้ประโยชน์อย่างกว้างขวาง
               ที่ประชุมสมัยสามัญประจำปี พ.ศ.2535 ของยูเนสโก จึงมีมติให้จัดตั้งแผนงานความทรงจะแห่งโลก (Memory of the World Program) หรือมีชื่อย่อว่า MOW ขึ้นภายใต้โครงการใหญ่ด้านสื่อสารมวลชนหรือ Communication and Information ที่ประเทศไทยส่วนร่วมในการดำเนินงานมาตั้งแต่ต้น กล่าวคือเมื่อปี พ.ศ.2538 คณะกรรมการแห่งชาติว่าด้วยการศึกษาวิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ ของประเทศไทยจึงได้เสนอให้ศาสตราจารย์พิเศษคุณหญิงแม้นมาส ชวลิต เป็นกรรมการที่ปรึกษาระหว่างประเทศว่าด้วยแผนงานความทรงจำแห่งโลก โดยเป็นกรรมการสองวาระ คือ พ.ศ.2538-2539 และ พ.ศ.2540-2541 ได้เดินทางไปร่วมประชุมที่กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส หนึ่งครั้งที่เมืองกแดนซค์ ประเทศโปแลนด์ หนึ่งครั้ง
               หลักฐานสำคัญในจังหวัดอุบลราชธานี ที่เสนอขึ้นทะเบียน คือ จารึกจังหวัดอุบลราชธานีกล่าว ว่า จังหวัดอุบลราชธานีอยู่ในแหล่งที่มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์มาตั้งแต่สมัยโบราณ สมัยก่อนประวัติศาสตร์มีหลักฐานให้เห็นว่ามีผู้คนอาศัยอยู่ ในยุคเป็นสังคมผู้ล่าสัตว์ต่อมาจนถึงสมัยที่ผู้คนมีอาชีพทางเกษตรกรรม ในพุทธศตวรรษที่ 12-13 พื้นที่บางส่วนของจังหวัดอยู่ภายใต้อิทธิพลของอาณาจักรเจนละดังปรากฏ ลายลักษณ์อักษรร่วมสมัยของอาณาจักรเจนละซึ่งแสดงว่า เจ้าของพื้นที่ดั้งเดิม เป็นกลุ่มคนที่พูดภาษามอญ เขมร และเป็นชุมชนเกษตรกรรม อาศัยความคิดทางการเมือง และปรัชญาของอินเดีย
               ต่อมาปลายพุทธศตวรรษ ที่ 12-13 ภายใต้วัฒนธรรมของทราวดี ซึ่งมีวัฒนธรรมทางพระพุทธศาสนาของอินเดีย เป็นพื้นฐาน ดังปรากฏหลักฐานเป็นพระพุทธรูปและใบเสมา ภายใต้วัฒนธรรมเจนละสมัยเมืองพระนคร ประมาณพุทธศตวรรษที่ 15-18  ปรากฏจารึกหลายหลักในจังหวัดอุบลราชธานี นอกจากนี้ภาพถ่ายทางอากาศยังแสดงถึงร่องรอยของชุมชนโบราณทางตอนเหนือ ของจังหวัดอุบลราชธานี เช่น การสร้างนารายและคูน้ำคันดินต่อมาชุมชนที่พูดภาษาตระกูลไทยลาวจึงครองอำนาจเหนือพื้นที่บริเวณนี้
                สมัยรัตนโกสินทร์ต่อเนื่องมาจากสมัยกรุงธนบุรีพระวอ พระตา ขัดแย้งกับกษัตริย์ประเทศลาว มาขอความช่วยเหลือจากพระเจ้าตาก และได้สถาปนาเมืองอุบลขึ้น แต่หลักฐานมีน้อยและขัดแย้งกันอยู่ เช่น พระวอ พระตาเป็นเจ้านายหรือคนธรรมดา สองคนนี้เป็นพี่น้องกันหรือว่าพระวอ พระตาเป็นบุตรของพระตา
               เรื่องนี้ นำมาจากหนังสือ “วัฒนธรรมพัฒนาการทางประวัติศาสตร์ เอกลักษณ์และภูมิปัญญาจังหวัดอุบลราชธานี” ซึ่งจังหวัดอุบลราชธานีได้จัดทำขึ้นโดยคณะกรรมการฝ่ายประมวล เอกสารและจดหมายเหตุในคณะกรรมการอำนวยการอำนวยการจังหวัด งานเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เมื่อ 5 ธันวาคม 2542
               สารานุกรมวัฒนธรรมไทย ภาคอีสาน เล่ม 15 ได้กำหนดเวลาครองเมือง ของเจ้าเมืองอุบลราชธานีไว้ตามหลักฐานจดหมายเหตุทางราชการ ที่ปรากฏอยู่ดังนี้
                1. พระปทุมวรราชสุริยวงษ์ (คำผง) ผู้สร้างเมืองอุบลคนแรก พ.ศ.2321-2338 ครองอุบลวันจันทร์เดือน 8 แรม13 ค่ำ ตรงกับ 12 กรกฎาคม พ.ศ. 2335 ถึง 2338
               2. พระพรหมราชสุริวงศา (ท้าวทิดพรหม) พ.ศ. 2338-2338 เมืองสร้างไป 5 ปี
                3. สุ่ย ลูกของพระพรหมราชสุริวงศา ครองเมือง 7 วัน ตาย
               4. พระพรหมวรราชสุริยวงศ์ (กุทอง) พ.ศ.2388-2403
                5. เจ้าพระยาเทวานะเคราะห์ พ.ศ.2406-2429
               หลักฐานเอกสารในจังหวัดอุบลราชธานี กำลังได้รับการขับเคลื่อนให้เป็นความรู้ระดับโลก ขอขอบคุณหอจดหมายเหตุแห่งชาติฯ กระทรวงวัฒนธรรม กระทรวงศึกษาธิการ และนักประวัติศาสตร์ทุกท่าน ที่จัดประชุมสัมมนา รวมไปถึงนักปราชญ์เมืองอุบลราชธานี ที่ได้ดำเนินการสืบสานมรดกล้ำค่าในจังหวัดอุบลราชธานีและในภูมิภาคนี้ให้อนุชนรุ่นหลังได้มีความเข้าใจ และเป็นองค์ความรู้ที่จะนำไปขยายผลให้เกิดความภาคภูมิใจของความเป็นชาติต่อไป.

เชิญร่วมพิธีเทยอดเทียน ฉลองสัมพุทธชยันตรี 2,600 ปี


นางรจนา กัลป์ตินันท์ นายกเทศมนตรีนครอุบลราชธานี เปิดเผยว่า ตามที่กระทรวงมหาดไทยได้มอบหมายให้จังหวัดอุบลราชธานี เป็นจังหวัดศูนย์กลางภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ในการจัดทำต้นเทียนเพื่อเข้าร่วมขบวนรถเทียนอัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุ งานฉลองพุทธชยันตรี 2,600 ปี แห่งการตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า ในวันที่ 29 พฤษภาคม 2555 ณ บริเวณมณฑลพิธีท้องสนามหลวง โดยจังหวัดอุบลราชธานีได้มอบหมายให้เทศบาลนครอุบลราชธานีเป็นผู้จัดทำต้นเทียนฉลองพุทธชยันตรี 2,600 ปี แห่งการตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า ซึ่งเป็นต้นเทียนเป็นประเภทแกะสลัก สื่อความหมายถึงการตรัสรู้เป็นพระสัพพัญญูสัมมาสัมพุทธเจ้า โดยมีความกว้าง 3 เมตร ยาว 18 เมตร สำหรับต้นเทียนเทศบาลนครอุบลราชธานีได้ระดมช่างทำเทียนฝีมือดีของจังหวัดอุบลราชธานีพร้อมได้รับความร่วมมือจากวัดป่าศรีมงคล อ.บุณฑริก จ.อุบลฯ มาร่วมแกะสลักจัดทำต้นเทียน ณ บริเวณอาคารฝ่ายป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย เทศบาลนครอุบลราชธานี เพื่อนำไปร่วมขบวนพิธีอัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุ งานฉลองพุทธชยันตรี 2,600 ปี แห่งการตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า ณ มณฑลท้องสนามหลวง ในวันที่ 29 พฤษภาคม 2555
               ในการนี้เทศบาลนครอุบลราชธานี ได้จัดให้มีพิธีเทยอดเทียนฉลองพุทธชยันตรี 2,600 ปี แห่งการตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า ในวันเสาร์ที่ 5 พฤษภาคม 2555 เวลา 10.30 น. ณ บริเวณอาคารฝ่ายป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย เทศบาลนครอุบลราชธานี เทศบาลฯจึงขอเชิญชวนพี่น้องชาวจังหวัดอุบลราชธานีได้ร่วมหล่อเทียนตามวันเวลาและสถานที่ดังกล่าว

หน่วยเลือกตั้งสมาชิกสภาเทศบาลเมืองวารินชำราบ




ด้วยเทศบาลเมืองวารินชำราบ กำหนดจัดให้มีการเลือกตั้ง 
โดยกำหนดเขตเลือกตั้งเขตเลือกตั้งมีจำนวน ๓ เขตเลือกตั้ง มีหน่วยเลือกตั้งทั้งหมด 41 หน่วย แบ่งตามเขตได้ดังนี้
เขตเลือกตั้งที่ ๑ 
จำนวนหน่วยเลือกตั้ง 12 หน่วย ได้แก่
หน่วยเลือกตั้งที่ 1  อาคาร 8 โรงเรียนเทศบาลวารินวิชาชาติ (อาคารเอนกประสงค์)
หน่วยเลือกตั้งที่ 2 ชั้นล่างอาคาร 6 โรงเรียนเทศบาลวารินวิชาชาติ (โรงอาหาร)
หน่วยเลือกตั้งที่ 3 ชั้นล่างอาคาร 9 โรงเรียนเทศบาลวารินวิชาชาติ (อาคาร ป.3)
หน่วยเลือกตั้งที่ 4 ปะรำด้านหน้าอาคาร สนง.สหกรณ์การเกษตรวารินชำราบ
หน่วยเลือกตั้งที่ 5 ศาลาอเนกประสงค์ชุมชนบ้านสุขสำราญ (ทางเข้าวัดผาฯ ด้านตะวันออก)
หน่วยเลือกตั้งที่ 6 อาคารโรงเรียนพุทธศาสนาวันอาทิตย์วัดผาสุการาม
หน่วยเลือกตั้งที่ 7 ศาลาอเนกประสงค์ชุมชนต้นแต้ (ตรงข้ามตลาดนัดต้นแต้)
หน่วยเลือกตั้งที่ 8 อาคารเฉลิมพระเกียรติ 84 พรรษา โรงเรียนเทศบาลบ้านสุขสำราญ
หน่วยเลือกตั้งที่ 9 อาคารเฉลิมพระเกียรติ 72 พรรษาโรงเรียนเทศบาลบ้านสุขสำราญ
หน่วยเลือกตั้งที่ 10 ปะรำข้างศาลาร่วมใจชุมชนบูรณะ (ทิศใต้สนามเทนนิสชาววารินฯ)
หน่วยเลือกตั้งที่ 11 โรงจอดรถตลาดสดเทศบาล 2 (ทิศตะวันออก)
หน่วยเลือกตั้งที่ 12  โรงจอดรถตลาดสดเทศบาล 2 (ด้านทิศตะวันตก)
จำนวนสมาชิกสภาเทศบาลเมืองวารินชำราบที่จะมีการเลือกตั้ง ๖ คน พื้นที่ที่อยู่ในเขตเลือกตั้ง ได้แก่
(๑) ชุมชนคุ้มวัดวารินทราราม ถนนประทุมเทพภักดี ถนนคำน้ำแซบ ถนนก้อนสุวรรณ  ถนนทหาร (ด้านทิศใต้ จากแยกถนนสถิตย์นิมานกาล ไปทางทิศตะวันออก จดกับแนวเขตเทศบาล) ถนนนิวาศวิถี (ด้านทิศตะวันออกและทิศตะวันตก จากแยกถนนทหารไปทางทิศใต้ จดกับถนนวารินฯ-พิบูลฯ) ถนนสถิตย์นิมานกาล (ด้านทิศตะวันออก จากแยกถนนทหาร ไปทางทิศใต้ จดกับถนนเกษมสุข)
(๒) ชุมชนห้าแยกวงกลม ถนนประทุมเทพภักดี ถนนสถิตย์นิมานกาล ถนนวารินฯ – พิบูลฯ ถนนสถลมาร์ค ถนนเกษมสุข ถนนอุบลกิจ ถนนสินธุประสิทธิ์
(๓) ชุมชนบ้านแสนสำราญ  ถนนศรีสะเกษ ๑  ถนนวาริน-พิบูลฯ  ถนนกันทรลักษ์  (ด้านทิศตะวันออกจากแยกถนนเกษมสุขไปทางทิศใต้  จดกับถนนเทศบาล ๒ ) ถนนเทศบาล ๒  ถนนเทศบาล ๒๙
(๔) ชุมชนบ้านชลประทาน  ถนนเทวฤทธิ์  ถนนวิชาชาติ  ถนนนิวาศวิถี   ถนนแสงอรุณ   ถนนราษฎร์อุทิศ  ถนนวารินฯ – พิบูลฯ    ถนนสถลมาร์ค 
(๕) ชุมชนต้นแต้  ถนนเทศบาล ๑  ถนนเทศบาล ๒  ถนนเทศบาล ๒๙  ถนนวารินฯ-พิบูลฯ  ถนนสถลมาร์ค
(๖) ชุมชนบ้านหนองตาโผ่น ถนนเทศบาล  ๒  ถนนเทศบาล  ๖  ถนนเทศบาล  ๙   ถนนเทศบาล  ๑๒      ถนนกันทรลักษ์ (ด้านทิศตะวันออก  จากแยกถนนเทศบาล ๒  ไปทางทิศใต้  จดกับแนวเทศบาล) 
(๗) ชุมชนคุ้มวัดผาสุการาม ถนนเทศบาล ๑   ถนนเทศบาล ๒   ถนนเทศบาล ๓   ถนนเทศบาล ๕ ถนนเทศบาล ๖   ถนนเทศบาล ๗  ถนนเทศบาล ๙
(๘)  ชุมชนบ้านบูรณะ   ถนนเทศบาล ๑   ถนนเทศบาล ๓   ถนนเทศบาล ๕   ถนนเทศบาล ๗ ถนนเทศบาล ๙  ถนนเทศบาล ๑๒
(๙)  ชุมชนบ้านสุขสำราญ ถนนสถลมาร์ค ถนนเทศบาล ๑ ถนนเทศบาล ๖ ถนนเทศบาล ๑๒

เขตเลือกตั้งที่ ๒   
จำนวนหน่วยเลือกตั้ง 14 หน่วย ได้แก่
หน่วยเลือกตั้งที่ 1 อาคารปริยัติธรรมวัดวารินทราราม
หน่วยเลือกตั้งที่ 2 โรงฝึกกีฬาอเนกประสงค์ทุ่งคำน้ำแซบ (สนามบาสเก็ตบอล)
หน่วยเลือกตั้งที่ 3 โรงฝึกกีฬาอเนกประสงค์ทุ่งคำน้ำแซบ (สนามแบตมินตัน)
หน่วยเลือกตั้งที่ 4 ปะรำบริเวณวัดแสนสำราญ (ประตูด้านทิศตะวันออก)
หน่วยเลือกตั้งที่ 5 ปะรำหน้าอาคารโรงเรียนปริยัติธรรมวัดแสนสำราญ
หน่วยเลือกตั้งที่ 6 ศาลาราษฏร์พูนสวัสดิ์สามัคคี
หน่วยเลือกตั้งที่ 7 ปะรำบริเวณสามแยกถนนเทศบาล 14 ตัดกับถ.เลี่ยงเมือง (ห่างจากศาลาราษฏร์พูนสวัสดิ์ฯไปทางทิศใต้ประมาณ 50 เมตร)
หน่วยเลือกตั้งที่ 8 ปะรำบริเวณศูนย์บริการสาธารณสุขแห่งที่ 2 (ประตูด้านทิศตะวันออก)
หน่วยเลือกตั้งที่ 9 ศาลาประชาหนองบกสามัคคี (ถ.เทศบาล 58)
หน่วยเลือกตั้งที่ 10 ศาลาอเนกประสงค์ชุมชนบ้านสวนวารินฯ
หน่วยเลือกตั้งที่ 11 โรงเรียนเทศบาลบ้านหนองตาโผ่นมิตรภาพที่ 5 (อาคารอเนกประสงค์)
หน่วยเลือกตั้งที่ 12 ปะรำบริเวณศูนย์บริการสาธารณสุข แห่งที่ 2 (ประตูด้านตะวันตก)
หน่วยเลือกตั้งที่ 13 ศาลาการเปรียญวัดวรรณวารี
หน่วยเลือกตั้งที่ 14 ปะรำบริเวณด้านหน้าที่ตั้งโรงเรียนเกษมวันวิทยา (เดิม)
จำนวนสมาชิกสภาเทศบาลเมืองวารินชำราบ   ที่จะมีการเลือกตั้ง  ๖  คน   พื้นที่ที่อยู่ในเขตเลือกตั้ง  ได้แก่
(๑)  ชุมชนคุ้มวัดวารินทราราม ถนนพิทักษ์สันติราษฎร์ (ด้านทิศใต้ จากแยกถนนสถิตย์นิมานกาลไปทางทิศตะวันออก จดกับแนวเขตเทศบาล)  ถนนอำเภอ ถนนทหาร (ด้านทิศเหนือ และด้านทิศใต้ จากแยกถนนศรีสะเกษ ๒ ไปทางทิศตะวันออก  จดกับถนนสถิตย์นิมานกาล และด้านทิศเหนือ จากแยกถนนสถิตย์นิมานกาล ไปทางทิศตะวันออกจดกับแนวเขตเทศบาล) ถนนนิวาศวิถี (ด้านทิศตะวันออกและทิศตะวันตกแยกจากถนนทหาร  ไปทางทิศเหนือจดกับถนนพิทักษ์สันติราษฎร์) ถนนสถิตย์นิมานกาล (ด้านทิศตะวันออก  แยกจากถนนทหาร ไปทางทิศเหนือจด กับถนนพิทักษ์สันติราษฎร์ และด้านทิศตะวันตกแยกจากถนนเกษมสุข ไปทางทิศเหนือ จดกับถนนพิทักษ์สันติราษฎร์)
(๒) ชุมชนบ้านคำน้ำแซบ ถนนกันทรลักษ์ ถนนประทุมเทพภักดี (ด้านทิศเหนือและด้านทิศใต้ จากแยกถนนศรีสะเกษ ๒ ไปทางทิศตะวันออก จดกับถนนสถิตย์นิมานกาล) ถนนสถิตย์นิมานกาล ถนนบุญห่อบำรุง  ถนนทหาร ถนนศรีสะเกษ ๑ ถนนศรีสะเกษ ๒ ถนนเกษมสุข  
(๓) ชุมชนบ้านอยู่เย็น ถนนศรีสะเกษ ๑ ถนนเกษมวัน ถนนสถานีรถไฟ
(๔) ชุมชนบ้านแสนสำราญ ถนนเทศบาล ๒ ถนนเทศบาล ๑๓ ถนนเทศบาล ๑๔ ถนนเทศบาล ๑๖ ถนนเทศบาล ๔๒ ถนนเทศบาล ๔๔ ถนนเทศบาล ๔๖ ถนนเกษมวัน ถนนกันทรลักษ์ (ด้านทิศตะวันตก จากแยกถนนเทศบาล ๑๔ ไปทางทิศใต้จดกับถนนเทศบาล ๑๖)
(๕) ชุมชนบ้านแหลมทอง ถนนศรีสะเกษ๑ ถนนเกษมวัน ถนนเทศบาล ๑๔ ถนนเทศบาล ๑๕ ถนนเทศบาล ๑๗
(๖) ชุมชนบ้านหนองตาโผ่น ถนนกันทรลักษ์ (ด้านทิศตะวันตก จากแยกถนนเทศบาล ๑๖  ไปทางทิศใต้จดกับถนนเทศบาล  ๒๖)   
(๗) ชุมชนบ้านหนองกอก ถนนเทศบาล ๑๓ ถนนเทศบาล ๑๕ ถนนเทศบาล ๑๗ ถนนเทศบาล ๑๘ ถนนเทศบาล ๒๒ ถนนเทศบาล ๒๔ ถนนเทศบาล ๒๖
(๘) ชุมชนบ้านสวนวาริน ถนนเทศบาล ๒๒     
(๙) ชุมชนบ้านหนองบก ถนนเทศบาล ๑๔ ถนนเทศบาล ๑๗ ถนนเทศบาล ๕๘ 


เขตเลือกตั้งที่ ๓   
จำนวนหน่วยเลือกตั้ง 15 หน่วย ได้แก่
หน่วยเลือกตั้งที่ 1 ปะรำบริเวณทางเข้าถนนกองทาง
หน่วยเลือกตั้งที่ 2 ปะรำบริเวณลานกีฬาชุมชนลับแล (ถนนกองทาง)
หน่วยเลือกตั้งที่ 3 ศาลาเฉลิมพระเกียรติบ้านกุดเป่ง
หน่วยเลือกตั้งที่ 4 ศาลาประชาสามัคคีบ้านกุดเป่ง
หน่วยเลือกตั้งที่ 5 หอประชุมโรงเรียนชุมชนบ้านกุดเป่ง
หน่วยเลือกตั้งที่ 6 ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กก่อนวัยเรียนชุมชนบ้านดอนงิ้ว
หน่วยเลือกตั้งที่ 7 ศาลากลางบ้านคูยาง
หน่วยเลือกตั้งที่ 8 ศาลาวัดหาดสวนสุข
หน่วยเลือกตั้งที่ 9 โรงเรียนบ้านหาดสวนยา
หน่วยเลือกตั้งที่ 10 ศาลาอเนกประสงค์ชุมชนบ้านหาดสวนยา
หน่วยเลือกตั้งที่ 11 โรงเรียนบ้านท่าบ้งมั่ง (ชั้นล่างอาคารเรียน)
หน่วยเลือกตั้งที่ 12 อาคารอเนกประสงค์ชุมชนบ้านเกตุแก้ว
หน่วยเลือกตั้งที่ 13 ศาลาอเนกประสงค์ชุมชนบ้านกุดปลาขาว
หน่วยเลือกตั้งที่ 14 ปะรำบริเวณศูนย์บริการบริการสาธารณสุขแห่งที่ 3
หน่วยเลือกตั้งที่ 15 โรงจอดรถด้านหลังอาคารศูนย์บริการสาธารณสุขแห่งที่ 1
จำนวนสมาชิกสภาเทศบาลเมืองวารินชำราบ ที่จะมีการเลือกตั้ง ๖ คน พื้นที่ที่อยู่ในเขตเลือกตั้ง ได้แก่
(๑) ชุมชนคุ้มวัดวารินทราราม ถนนพิทักษ์สันติราษฎร์ (ด้านทิศเหนือ จากแยกถนนสถิตย์นิมานกาลไปทางทิศตะวันออก จดกับแนวเขตเทศบาล)
(๒) ชุมชนบ้านคำน้ำแซบ ถนนประทุมเทพภักดี (ด้านทิศเหนือ จากแยกสถานีรถไฟ ไปทางทิศตะวันออก จดกับถนนศรีสะเกษ ๒ 
(๓) ชุมชนบ้านกุดปลาขาว ถนนกุดปลาขาว ถนนประชาสามัคคี
(๔) ชุมชนบ้านเกตุแก้ว ถนนแก้วเสนา
(๕) ชุมชนบ้านท่าบ้งมั่ง ถนนประชาสันติ ถนนแก้วเสนา
(๖) ชุมชนบ้านดีงาม ถนนประชาสันติ
(๗) ชุมชนบ้านหาดสวนยา ถนนทรายทอง ถนนประชาสันติ
(๘) ชุมชนบ้านท่ากอไผ่ ถนนมูลสาร ถนนสิทธิคุณ  
(๙) ชุมชนบ้านหาดสวนสุข ถนนวิบูลธรรม
(๑๐) ชุมชนบ้านคูยาง ถนนประชาร่วมมิตร ถนนศรีมงคล
(๑๑) ชุมชนบ้านดอนงิ้ว ถนนประชาราษฎร์ ถนนประชาราษฎร์ ๑ ถนนประชาราษฎร์ ๒
(๑๒) ชุมชนบ้านลับแล ถนนกองทาง
(๑๓) ชุมชนบ้านกุดเป่ง ม.๖ ถนนประชาชัดเจน ถนนสุภาคาร ถนนสามัคคีบุญนิตย์ ถนนจันทร์วีระศักดิ์ ถนนศรีสะเกษ ๑ ถนนสินธุพัฒนา
(๑๔) ชุมชนบ้านกุดเป่ง ม. ๑๖ ถนนจันทร์วีระศักดิ์ ถนนประชามุ่งหมาย ถนนสินธุพัฒนา ถนนศรีสะเกษ ๑
(๑๕) ชุมชนหาดสวนสุข ๑ ถนนประชาสันติ ถนนวิบูลธรรม ถนนวิบูลธรรม ๑

ประชาสัมพันธ์คาราวานรณรงค์การเลือกตั้งสมาชิกสภาเทศบาลและนายกเทศมนตรีเมืองวารินชำราบ


   ตามประกาศผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำเทศบาลเมืองวารินชำราบ  ที่ 1/2555  ได้ประกาศให้มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาเทศบาลและนายกเทศมนตรีเมืองวารินชำราบ  โดยกำหนดให้วันอาทิตย์ที่27 พฤษภาคม 2555 เวลา 08.00 – 15.00 น.  เป็นวันเลือกตั้ง
                     เพื่อเป็นการรณรงค์ประชาสัมพันธ์ ให้ประชาชนเห็นความสำคัญและมีหน้าที่ที่จะต้องออกไปใช้สิทธิเลือกตั้งตามวิถีทางระบอบประชาธิปไตย     และให้การเลือกตั้งสมาชิกสภาเทศบาลและนายกเทศมนตรีเมืองวารินชำราบ เป็นไปด้วยความเรียบร้อย  สุจริต  ปราศจากการซื้อสิทธิขายเสียง ประชาชนในเขตพื้นที่มีความรู้และตื่นตัวในการออกไปใช้สิทธิ  ซึ่งจะส่งผลให้มีผู้ไปใช้สิทธิจำนวนมาก และมีบัตรเสียน้อยที่สุด ในด้านการประชาสัมพันธ์  ได้มีการจัดข่าวประชาสัมพันธ์  จัดทำป้ายประชาสัมพันธ์  แผ่นพับรณรงค์  เผยแพร่ สปอตทางสื่อวิทยุ โทรทัศน์  เสียงตามสาย   และหอกระจายข่าวในชุมชน    จัดทำเว็ปไซด์    จัดรถประชาสัมพันธ์เคลื่อนที่    จัดตั้งคณะทำงานประชาสัมพันธ์เชิงรุก (เคาะประตูบ้าน)  และเพื่อเป็นการรณรงค์และกระตุ้นเตือน เชิญชวน พี่น้องประชาชนออกไปใช้สิทธิในโค้งสุดท้ายก่อนที่จะมีการเลือกตั้ง เทศบาลเมืองวารินชำราบ     ได้กำหนดจัดให้มีกิจกรรมรณรงค์การเลือกตั้งครั้งใหญ่  “โครงการคาราวานรณรงค์การเลือกตั้งสมาชิกสภาเทศบาลและนายกเทศมนตรีเมืองวารินชำราบ”  ขึ้น    โดยจัดพิธีเปิดและปล่อยขบวนในวันอังคารที่   22  พฤษภาคม 2555    เวลา 16.00 น.  บริเวณหน้าสำนักงานเทศบาลเมืองวารินชำราบ      โดยมีกลุ่มเป้าหมายผู้ร่วมขบวน     รวม 300 คน ประกอบด้วยแขกผู้มีเกียรติ พนักงานเทศบาล คณะครูนักเรียนจากโรงเรียนในสังกัด  กลุ่มพลังมวลชน และ ชมรมต่างๆ ร่วมขบวนคาราวานรณรงค์เชิญชวนประชาชนไปใช้สิทธิเลือกตั้งตามเส้นทางต่างๆ ในเขตพื้นที่เลือกตั้ง

วันพฤหัสบดีที่ 3 พฤษภาคม พ.ศ. 2555

"ไฮสปีดเทรน" ฝันที่กำลังจะเป็นจริง?

โครงการรถไฟความเร็วสูง หรือไฮสปีดเทรน เปรียบเสมือนดังความฝันที่คนไทยรอคอยมานานแสนนาน เพราะเห็นประเทศที่พัฒนาแล้วใช้ไฮสปีดเทรน แทนการนั่งเครื่องบินข้ามจังหวัด หรือแม้กระทั่งข้ามประเทศกันอย่างง่ายดายที่สุด ซึ่งมีข้อดีแตกต่างจากเครื่องบินค่อนข้างมากทีเดียว ที่สำคัญการนั่งเครื่องบินยังมีข้อจำกัดหลายด้าน และจำเป็นต้องเผื่อเวลาเพื่อเช็ก-อิน อีกประมาณ 1-2 ชม. ไม่เช่นนั้นอาจตกเครื่องได้ 

จากแผนการศึกษาของหน่วยงานต้นคิดของกระทรวงคมนาคม อย่างสำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) มีการศึกษาโครงการรถไฟความเร็วไว้ทั้งหมด 5 สาย ประกอบด้วย 

1. กรุงเทพฯ-เชียงใหม่ระยะทาง 745 กิโลเมตร มูลค่า 229,000 ล้านบาท ใช้เวลาเดินทาง 4.13 ชั่วโมง 
2. กรุงเทพฯหนองคาย มูลค่า 201,449 ล้านบาท ระยะ ทาง 615 กิโลเมตร ใช้เวลาเดินทาง 3.08 ชั่วโมง 
3.กรุงเทพฯ-อุบลราชธานี มูลค่า 182,069 ล้านบาท ระยะทาง 570 ล้านบาท ใช้เวลาเดินทาง 3.25 ชั่วโมง 
4.กรุงเทพฯ-ระยอง มูลค่า 72,265 ล้านบาท ระยะทาง 221 กิโลเมตร ใช้เวลาเดินทาง 1.11 ชั่วโมง และ 
5.กรุงเทพฯ-ปาดังเบซาร์ มูลค่า 297,880 ล้านบาท ระยะทาง 982 กิโลเมตร ใช้เวลาเดินทาง 5.31 ชั่วโมง 

ล่าสุด หลังจากที่นายกรัฐมนตรี “ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร” เดินทางกลับจากเยือนจีนและญี่ปุ่น เพื่อดูงานรถไฟความเร็วสูงไอเดียก็ผุด โดยมีการมอบนโยบายให้ผู้บริหารของกระทรวงคมนาคมปรับแผนการลงทุนก่อสร้าง จำนวน 4 สายทาง ตามนโยบายของรัฐบาลใหม่อีกรอบ โดยให้ปรับระยะทางการก่อสร้างให้สั้นลง เพื่อให้สามารถผลักดันโครงการที่พรรคเพื่อไทยหาเสียงไว้ให้มีผลงานเกิดเป็นรูปธรรมได้เร็วขึ้น และให้เป็นจริงมากที่สุดภายใน 4-5 ปีนี้ ตามกรอบระยะเวลาที่รัฐบาลบริหารประเทศ 

โดยทั้ง 4 สายทาง ที่ทบทวนใหม่มีระยะทางรวมเหลือ 996 กิโลเมตร ใช้เงินลงทุนประมาณ 359,006 ล้านบาท ปรับลดจากแผนงานเดิมที่มีระยะทางรวม 1,447 กิโลเมตร เงินลงทุน 481,066 ล้าน บาท โดยจะมีเพียง 2 สายทางที่ปรับลดระยะทางและเงินลงทุนลง คือ 

1. สายกรุงเทพฯ-เชียงใหม่ เหลือแค่กรุงเทพฯ-พิษณุโลก และ 
2. สายกรุงเทพฯ-ระยอง ปรับลดเหลือกรุงเทพฯ-พัทยา 

สำหรับรายละเอียดแผนและเส้นทาง 4 สายทาง มีดังนี้ 
1.สายกรุงเทพฯ-พิษณุโลก ระยะทาง 328 กิโลเมตร เงินลงทุน 121,014 ล้านบาท ปรับลดระยะทางจากเดิม 745 กิโลเมตร เงินลงทุนเดิม 229,809 ล้านบาท 
2.สายกรุงเทพฯ-พัทยา ระยะทาง 187 กิโลเมตร เงินลงทุน 59,000 ล้านบาท ปรับลดระยะทางจากเดิมเป็นสายกรุงเทพฯ-ระยอง ซึ่งระยะทางรวม 221 กิโลเมตร เงินลงทุนเดิม 72,265 ล้านบาท 

อีก 2 สายทางที่เหลือจะใช้แผนระยะทางและเงินลงทุนเท่าเดิมคือ 

3.สายกรุงเทพฯ-โคราช ระยะทาง 256 กิโลเมตร เงิน ลงทุน 96,826 ล้านบาท และ 
4.สายกรุงเทพฯ-หัวหิน ระยะทาง 225 กิโลเมตร เงิน ลงทุน 82,166 ล้านบาท 

“จารุพงศ์ เรืองสุวรรณ” รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม บอกว่า กระทรวงคมนาคมจะเสนอแต่งตั้งคณะกรรมการกำกับการพัฒนารถไฟความเร็วสูง โดยมี “ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร” นายกรัฐมนตรี เป็นประธาน และ “ศิลปชัย จารุเกษมรัตนะ” รักษาการปลัดกระทรวงคมนาคม เป็นกรรมการและเลขานุการ พร้อมแต่งตั้งคณะทำงานอีก 5 ด้าน ประกอบด้วย ด้านเทคนิคและวิศวกรรม ด้านการเงินและการลงทุน ด้านบริหารการเดินรถ ด้านการสร้างมูลค่าเพิ่มโครงการ และคณะทำงานร่างกรอบความต้องการของประเทศเพื่อดำเนินงานระบบรถไฟความเร็วสูง โดยมีวิสาหกิจรถไฟความเร็วสูงแห่งชาติรับผิดชอบในการดำเนินการก่อสร้างและควบคุมงาน เพื่อเร่งรัดการก่อสร้างรถไฟความ เร็วสูง 

สำหรับความเป็นไปได้ของโครงการรถไฟความเร็วสูงมี 4 เส้นทาง รวมระยะทาง 1,447 กม.วงเงินก่อสร้างรวม 481,066 ล้านบาท ประกอบด้วย 

1.เส้นทางกรุงเทพฯ- พิษณุโลก-เชียงใหม่ ระยะทาง 745 กม. วงเงิน 228,809 ล้านบาท 
2.เส้นทางกรุงเทพฯ-นครราชสีมา ระยะทาง 256 กม. วงเงิน 96,826 ล้านบาท 
3.กรุงเทพฯ-หัวหิน ระยะทาง 225 กม. วงเงิน 82,166 ล้านบาท และ 
4.กรุงเทพฯ-ระยอง (ต่อขยายโครงการระบบขนส่งทางรถไฟเชื่อมท่าอากาศยานสุวรรณภูมิและสถานีรับส่งผู้โดยสารอากาศยานในเมือง หรือแอร์พอร์ต- เรลลิงค์) ระยะทาง 221 กม. วงเงิน 72,265 กม. 

“เงินลงทุนในโครงการรถไฟความเร็วสูงนั้นไม่มีปัญหา เพราะเชื่อมั่นว่ารัฐบาลมีศักยภาพและมีขีดความสามารถในการหาแหล่งเงินทุนได้ ประกอบกับพบว่า ประเทศจีนและญี่ปุ่นแสดงความสนใจที่จะเข้ามาลงทุน และไทยได้ลงนามกับจีน ที่จะเข้ามาศึกษาความเป็นไปได้เบื้องต้นในการก่อสร้างรถไฟความเร็วสูง ซึ่งจะให้แล้วเสร็จภายใน 3 เดือน คาดว่า ภายในสมัยรัฐบาลชุดนี้จะมีรถไฟความเร็วสูงให้บริการอย่างน้อย 1 สาย” 

ด้าน “สร้อยทิพย์ ไตรสุทธิ์” ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) และประธานคณะกรรมการ (บอร์ด) การรถไฟแห่งประเทศไทย (ร.ฟ.ท.) บอกว่า ได้สั่งการ ร.ฟ.ท. กำหนดเงื่อนไขให้ที่ปรึกษาที่จะเข้ามาดำเนินโครงการรถไฟฟ้าแอร์พอร์ตลิงค์ ส่วนต่อขยายจากท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ- พัทยา ศึกษาเพิ่มเติมถึงจังหวัดระยอง ภายใต้งบประมาณ 300 ล้านบาท จากเดิม ที่ให้ศึกษาถึงพัทยาเท่านั้น

วันพุธที่ 2 พฤษภาคม พ.ศ. 2555

คำอธิบายขบวนรถเทียนอัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุ


งานฉลองพุทธชยันตรี 2,600 ปี แห่งการตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า

วันที่ 29 พฤษภาคม 2555 ณ มณฑลท้องสนามหลวง


.................ความหมายของขบวนรถเทียน รถต้นเทียนประเภทแกะสลัก แบ่งออกเป็น 4 ส่วน คือ
ส่วนที่ 1 แสดงถึงตอนที่ เจ้าชายสิทธัตถะทรงออกผนวช โดยทรงม้ากัณฐกะ มีนายฉันทะตามเสด็จ มีท้าวจตุโลกบาลทั้ง 4 ประจำอยู่ นำพระองค์เหาะข้ามกำแพงพระนครออกไปด้วยปาฏิหาริย์ มุ่งตรงไปที่แม่น้ำอโนมานที และมีพระอินทร์ - พระพรหมถือเครื่องบริขาลอัคถะ

ส่วนที่ 2 เป็นฐานรองรับต้นเทียน ซึ่งเป็นรูปช้างเอราวัณ (3 เศียร) ชูตราสัญลักษณ์ ภปร. (พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช) เป็นฐานรองรับต้นเทียน ซึ่งมีขนาดความกว้าง 59 เซนติเมตร สูง 299 เซนติเมตร โดยที่ลำต้นเทียนประกอบด้วย ตราสัญลักษณ์ สก. (สมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถ เนื่องในวโรกาสทรงเจริญพระชนมพรรษา ครบ 80 พรรษา)และตรา มวก. (สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชสยาม-มกุฎราชกุมาร เนื่องในวโรกาสทรงเจริญพระชนมมายุ ครบ 60 พรรษา) โดยมีเทวดาประนมมือน้อมรับบนหลังช้างเอราวัณและลำต้นแกะสลักด้วยลายไทยผสมผสานกับลายดอกบัวซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของชาวเมืองอุบลราชธานี

ส่วนที่ 3 เป็นตอนเจ้าชายสิทธัตถะ ตรัสรู้เป็นพระสัพพัญญูสัมมาสัมพุทธเจ้าโดยมีเหล่าเทวดาประนมมือสาธุการ ด้านหลังเป็นซุ้มตราธรรมจักร

ส่วนที่ 4 ส่วนด้านข้างของต้นเทียน ความยาว 18 เมตร โดยมีพญานาคขนาบข้างแกะสลักด้วยลวดลายแบบศิลปกรรมอีสาน ประกอบด้วยภาพเจ้าชายสิทธัตถะปางตัดพระเมาลี (มวยผม) และภาพทรงบำเพ็ญทุกขกิริยา อีกด้านหนึ่งเป็นภาพของปัญจวคีย์ ทั้ง 5 ที่มาปรนนิบัติ และสำเร็จอรหันต์ในภายหลัง







อัพเดทศูนย์การค้าอุบลสแควร์








อุบลแสควร์ มองจากบิ๊กซี