วันพฤหัสบดีที่ 23 สิงหาคม พ.ศ. 2555
จัดหางานอุบลราชธานี ขอเชิญร่วมงาน ตลาดนัดแรงงานเชิงคุณภาพ สร้างงาน สร้างรายได้
สํานักงานจัดหางานจังหวัดอุบลราชธานี ได้กําหนดจัดงาน “ตลาดนัดแรงงาน เชิงคุณภาพ” เพื่อส่งเสริมให้คนงานได้มีงานทํา และให้นายจ้าง/สถานประกอบการได้มีโอกาสคัดเลือก คนหางานตามตําแหน่งที่ต้องการ
นายสุพจน์ บุญเจริญ จัดหางานจังหวัดอุบลราชธานี เปิดเผยว่า สํานักงานจัดหางาน จังหวัดอุบลราชธานีได้กําหนดจัดงาน “ตลาดนัดแรงงานเชิงคุณภาพ สร้างงาน สร้างรายได้ จังหวัดอุบลราชธานี” ในระหว่างวันที่ ๓ o – ๓๑ สิงหาคม ๒๕๕๕ เวลา o๙.oo – ๑๖.oo น. ณ ห้องคอนเวนชั่นฮอลล์ โรงแรมปทุมรัตน์
โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเพิ่มโอกาสการมีงานทําให้แก่
ผู้ประสงค์จะหางานทํา ผู้ว่างงาน ผู้ถูกเลิกจ้าง และผู้สําเร็จการศึกษา รวมทั้งให้ผู้สมัครงานได้ทราบ แหล่งการจ้างงาน แนวโน้มความต้องการของตลาดแรงงาน เพื่อนําไปเป็นแนวทางเตรียมตัวเข้าสู่ระบบ การจ้างงานอย่างมีประสิทธิภาพ โดยจะนําระบบเทคโนโลยีสารสนเทศมาใช้ในการสมัครงานและ เลือกตําแหน่งงานว่างล่วงหน้าตามความต้องการผ่านทางระบบ Internet ผู้สมัครงานสามารถลงทะเบียน
และสมัครงานล่วงหน้าด้วยตนเองทางเว็บไซต์ http://jobit.doe.go.th/ubon สําหรับผู้ที่ไม่ได้ลงทะเบียน ล่วงหน้า ผ่านระบบสามารถกรอกประวัติและแนบไฟล์ข้ อมูล ส่วนนตัวเข้าสู่ระะบบได้ในวันงาน ส่วนของนายจ้าง
ที่เข้าร่วมงานก็จะได้รับความสะดวกในเรื่องการประชาสัมพันธ์ตําแหน่งงานว่างล่วงหน้า และสืบค้นประวัติ ของผู้สมัครงานได้ทาง Internet เช่นกัน ภายในงานมีกิจกรรมต่างๆ เช่น การทดสอบความพร้อม ทางอาชีพ การทดสอบความรู้ภาษาอังกฤษเพื่อการสมัครงาน การสาธิตการประกอบอาชีพอิสระ พร้อมฝึกปฏิบัตจริง 15 อาชีพ และนิทรรศการด้านแรงงานและอาชีพ เป็นต้น
สํานักงานจัดหางานจังหวัดอุบลราชธานี จึงขอเชิญนายจ้าง/สถานประกอบการที่มีความต้องการร่วมงาน สามารถแจ้งความประสงค์ไปที่กลุ่มงานส่งเสริมการมีงานทํา o๔๕-๒๐๖๒๒๖-๘ ต่อ ๑๕ ขอเชิญชวนคนหางาน ผู้สําเร็จการศึกษาใหม่ และประชาชนทั่วไป ร่วมกิจกรรมในวันเวลา
สถานท่ีดังกล่าวโดยไม่มีค่าใช้จ่ายใดๆทั้งสิ้น ...งานนี้ไม่ควรพลาด...งานดี สวัสดิการเด่น เน้นคุณภาพ...กําลังรอคุณอยู่!!!...
...สิงหาคม 2555...
พระราชสุเมธาจารย์ เจ้าอาวาสวัดอมราวดี ศิษย์ฝรั่งรูปแรกหลวงพ่อชา สุภัทโท
ที่วัดหนองป่าพง ท่านสุเมโธได้มีโอกาสศึกษาและเรียนรู้วิถีการปฏิบัติธรรมจากหลวงพ่อชามากมาย ขณะเดียวกันก็มีชาวต่างประเทศเข้ามาบวชและศึกษาปฏิบัติธรรมในวัดหนองป่าพงมากขึ้น ดังนั้น ในปี 2518 หลวงพ่อชาจึงได้จัดตั้ง “วัดป่านานาชาติ” ขึ้นที่บ้านบุ่งหวาย ต.บุ่งหวาย อ.วารินชำราบ จ.อุบลราชธานี ซึ่งอยู่ห่างจากวัดหนองป่าพง ราว 8 กิโลเมตร โดยให้ท่านสุเมโธเป็นผู้ดูแล หลังจากนั้นอีก 1 ปี ท่านสุเมโธก็ได้มีโอกาสกลับไปเยี่ยมบ้านเกิดที่อเมริกา ขากลับได้แวะพักที่พุทธวิหารธรรมประทีป กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ ปฏิปทาและวัตรปฏิบัติของท่านก่อให้เกิดความเลื่อมใสแก่คณะผู้ศรัทธาที่นั่น จึงได้นิมนต์ท่านให้พำนักอยู่ เพื่อเป็นผู้นำในการปฏิบัติ แต่ท่านสุเมโธบอกว่า จะต้องนำไปกราบเรียนครูบาอาจารย์ คือหลวงพ่อชาก่อน
ปี 2547 พระสุเมโธ ก็เป็น 1 ใน พระสงฆ์ 73 รูปที่ได้รับพระราชทานแต่งตั้งและเลื่อนสมณศักดิ์สำหรับพระสงฆ์ผู้ทำคุณประโยชน์ต่อพระศาสนาและประเทศชาติเป็นกรณีพิเศษ เนื่องในวโรกาสที่สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ทรงเจริญพระชนมพรรษาครบ 6 รอบ 72 พรรษา ในวันที่ 12 ส.ค. 2547 พระสุเมโธได้รับพระราชทานสมณศักดิ์เป็นพระราชาคณะชั้นราชที่ “พระราชสุเมธาจารย์”
ในเดือนพฤษภาคม 2550 พระราชสุเมธาจารย์ ได้เดินทางมาร่วมงานประชุมชาวพุทธนานาชาติ ครั้งที่ 4 เนื่องในวันวิสาขบูชา ที่ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพในเดือนพฤศจิกายน 2554 ได้เดินทางมาร่วมพิธีพระราชทานเพลิงศพ พระมงคลกิตติธาดา (หลวงพ่ออมร เขมจิตโต) วัดป่าวิเวกธรรมชาน์ อ.ม่วงสามสิบ จ.อุบลราชธานี ซึ่งท่านเจ้าคุณโรเบิร์ต ศิษย์ฝรั่งรูปแรกของหลวงพ่อชา ในวัย 78 ปี พรรษา 46 ยังคงเดินหน้าเผยแผ่ธรรมทางตะวันตก ด้วยวัตรปฏิบัติและปฏิปทาอันงดงาม ยังความศรัทธาให้เกิดขึ้นแก่ผู้พบเห็นสมเป็นสาวกแห่งพระศาสดาสัมมาสัมพุทธะ และศิษย์หลวงพ่อชาโดยแท้
หลายสิบปีมาแล้ว หลวงปู่ชา สุภัทโท กล่าวว่า “ดอกบัวกำลังบานทางทิศตะวันตก” ซึ่งหลวงปู่ชาท่านมีความสามารถมากในการถ่ายทอดธรรม แม้แต่ต่างชาติต่างภาษายังทำให้เมล็ดบัวในตัวท่านเหล่านั้น แตกกอ ผลิดอก และเบ่งบานขจรไกลไปทั่วโลก. มีวัดสาขาวัดหนองป่าพงมากกว่า 10 แห่งในต่างประเทศ ส่งผลให้จังหวัดอุบลราชธานี และประเทศไทยเป็นที่รู้จักในด้านพุทธศาสนา และมีชาวต่างประเทศศรัทธามาบวชจำพรรษาที่วัดป่านานาชาติอย่างต่อเนื่องในเดือนมกราคม 2555 สัปดาห์ปฏิบัติธรรมถวายเป็นอาจาริยบูชา ครบรอบ 20 ปี หลวงปู่ชาละสังขาร ท่านเจ้าคุณพระราชสุเมธาจารย์เดินทางมาร่วมงานปฏิบัติธรรมที่วัดหนองป่าพงได้แสดงธรรมให้พุทธศาสนิกชนที่มาปฏิบัติธรรมและมีเมตตาอนุญาตให้นำประวัติ หลักธรรม คำสอนข้อวัตรปฏิบัติในการสืบทอดพระพุทธศาสนาที่เกี่ยวข้องเผยแผ่ให้ประชาชนทราบตามความเหมาะสมต่อไป....
ตำบลชีทวน ค้นพบเรือใหญ่อีกลำ อายุไม่ต่ำกว่า150ปี
ในวันที่ 4 สิงหาคม 2555
อบต.ชีทวน ร่วมกับกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน และชาวบ้านท่าศาลา
ขุดเรือโบราณขนาดใหญ่ ที่ค้นพบเมื่อวันที่ 26 กรกฎาคม 255 ที่ผ่านมา
ผู้ที่ค้นพบกล่วมาตอนค้นพบเรือ ขณะนั้นเขาได้หาปลาอยู่บริเวณนั้นแล้ววานแห่ลงไป
ปรากฎว่าแห่ติดเขาจึงได้ดำน้ำลงไปนำแห่ออกปรากฎว่าพบส่วนของหัวเรืออยู่ใต้น้ำ
จึงบอกผู้ใหญ่บ้าน และได้ได้ประชุมกันเพื่อที่จะขุดขึ้นในวันที่ 4 ส.ค.55 เวลา 09.00 น. เริ่มขุด
โดยใช้รถแบ็คโฮ จำนวน 2 คัน และชาวบ้านกว่า 100 คนร่วมขุดในครั้งนี้
เวลา 12.30 น. ได้ไปตรวจสอบพบว่าเรือที่ขุดพบใกล้จะเสร็จแล้วคาดว่าวันนี้ช่วงเย็นจะนำขึ้นมาได้
จากการสอบถามทราบว่า น่าจะเป็นเรือกระแซงของคนในสมัยก่อนเนื่องจากบริเวณที่พบเรือปรากฎหลักฐานว่าเป็นท่าจอดเรือมาก่อน
เรือที่ค้นพบครั้งนี้ทำจากไม้ตะเคียน เป็นเรือติด อายุไม่ต่ำกว่า 150 ปี ขนาดกว้าง 3.5 เมตรโดยประมาณ ยาว 25 เมตรโดยประมาณ
คาดว่าจะนำขึ้นไปไว้ที่วัดอัมพวันวนาราม บ้านศาลา ตำบลชีทวน อำเภอเขื่องใน จังหวัดอุบลราชธานี
อบต.ชีทวน ร่วมกับกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน และชาวบ้านท่าศาลา
ขุดเรือโบราณขนาดใหญ่ ที่ค้นพบเมื่อวันที่ 26 กรกฎาคม 255 ที่ผ่านมา
ผู้ที่ค้นพบกล่วมาตอนค้นพบเรือ ขณะนั้นเขาได้หาปลาอยู่บริเวณนั้นแล้ววานแห่ลงไป
ปรากฎว่าแห่ติดเขาจึงได้ดำน้ำลงไปนำแห่ออกปรากฎว่าพบส่วนของหัวเรืออยู่ใต้น้ำ
จึงบอกผู้ใหญ่บ้าน และได้ได้ประชุมกันเพื่อที่จะขุดขึ้นในวันที่ 4 ส.ค.55 เวลา 09.00 น. เริ่มขุด
โดยใช้รถแบ็คโฮ จำนวน 2 คัน และชาวบ้านกว่า 100 คนร่วมขุดในครั้งนี้
เวลา 12.30 น. ได้ไปตรวจสอบพบว่าเรือที่ขุดพบใกล้จะเสร็จแล้วคาดว่าวันนี้ช่วงเย็นจะนำขึ้นมาได้
จากการสอบถามทราบว่า น่าจะเป็นเรือกระแซงของคนในสมัยก่อนเนื่องจากบริเวณที่พบเรือปรากฎหลักฐานว่าเป็นท่าจอดเรือมาก่อน
เรือที่ค้นพบครั้งนี้ทำจากไม้ตะเคียน เป็นเรือติด อายุไม่ต่ำกว่า 150 ปี ขนาดกว้าง 3.5 เมตรโดยประมาณ ยาว 25 เมตรโดยประมาณ
คาดว่าจะนำขึ้นไปไว้ที่วัดอัมพวันวนาราม บ้านศาลา ตำบลชีทวน อำเภอเขื่องใน จังหวัดอุบลราชธานี
ภูมิปัญญาชาวบ้าน ร่วมสืบสานสู่พิพิธภัณฑ์วัดหนองช้างน้อย
จังหวัดอุบลราชธานี เมืองนักปราชญ์ มีทรัพยากรและมรดกล้ำค่า ด้านภูมิปัญญาท้องถิ่น และศิลปวัฒนธรรมงดงาม เป็นดินแดนที่มีชื่อเสียงด้านการศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรมประเพณียิ่งใหญ่ลุ่มแม่น้ำ 3 สาย คือ โขง ชี มูล ที่สำคัญ มีแหล่งท่องเที่ยวธรรมชาติหลากหลายและวิธีชีวิตสืบต่อกันมาเป็นขุมทรัพย์ทางปัญญาที่คนไทยทุกคนควรรู้ และเพื่ออยู่ร่วมกันอย่างสันติ โดยใช้และมีภูมิปัญญาท้องถิ่นจัดตั้งเป็นพิพิธภัณฑ์พื้นบ้าน และได้รับพระราชทานเข็มเกียรติคุณ การอนุรักษ์มรดกไทยดีเด่น ปี 2554 จากสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี
ทั้งนี้ เพื่อสะท้อนชีวิตและความเป็นมาของชุมชนอันจะสร้างความรู้และความภูมิใจในชุมชนท้องถิ่น และมีการฟื้นฟู โดยการเลือกสรรภูมิปัญญาที่กำลังจะสูญหายไปแล้วมาทำให้มีคุณค่าและมีความสำคัญต่อการดำเนินชีวิตในท้องถิ่น โดยเฉพาะพื้นฐานทางจริยธรรม คุณธรรม การพัฒนา ริเริ่มสร้างสรรค์ โดยใช้ภูมิปัญญาชาวบ้านเป็นพื้นฐานในการรวมกลุ่มการพัฒนาอาชีพ ควรนำความรู้ด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีมาช่วยเพื่อต่อยอด เพื่อใช้ในการผลิต การตลาด และการบริการ ตลอดจนการป้องกันและอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม แล้วมีการถ่ายทอดให้สังคมได้รับรู้ เกิดความเข้าใจ ตระหนักในคุณค่า คุณประโยชน์ โดยผ่านสถาบันครอบครัว สถาบันการศึกษาและกิจกรรมทางวัฒนธรรมต่างๆ
นายจำปี ภูมิภาค อายุ 64 ปี อยู่บ้านเลขที่ 26 หมู่ 1 บ้านหนองช้างน้อย เล่าความเป็นมาและประวัติบ้านหนองช้างน้อยว่าชุมชนนี้ก่อตั้งขึ้นในปี พ.ศ.2465 โดยแยกมาจากบ้านหนองช้างใหญ่ เนื่องจากอยู่ไกลที่ทำมาหากิน หลังจากตั้งหมู่บ้านเสร็จได้ตั้งวัดประจำหมู่บ้าน คือ ศรีสุพนอาราม สำหรับท้องถิ่นนี้ เดิมได้เคยเป็นที่อยู่ของพวกข่า และขอมโบราณอาศัยอยู่ สังเกตได้จากหลักฐานหมู่บ้านร้าง ของพวกข่าและขอม กระจายอยู่โดยทั่วไป เช่นดงบ้านกรุง ดงบ้านสังข์ ดงบ้านทม ดงบ้านแขม ปัจจุบันเป็นที่สาธารณะประโยชน์ ต่อมาชาวบ้านซึ่งเป็นพวกลาวดั้งเดิมอพยพมาพร้อมกับการตั้งเมืองอุบลราชธานี ได้มาอาศัยอยู่แทนหมู่บ้านเหล่านั้น ได้ขุดพบเครื่องใช้ของพวกขอมโบราณมากมา เช่น ไห 4 หู ของขอมพระพุทธรูปโบราณ และมีบุคคลสำคัญในหมู่บ้านเห็นความสำคัญ จึงได้รวบรวมวัตถุโบราณของเครื่องใช้โดยมีพระอาจารย์ฉลอง ธัมมิโก ซึ่งเป็นเชื้อสายคนในหมู่บ้านหนองช้างน้อย ร่วมกับผู้นำชุมชนจัดตั้งพิพิธภัณฑ์พื้นบ้าน วัดศรีสุพนอาราม และเป็นพิพิธภัณฑ์บ้านแห่งแรกของ อ.ม่วงสามสิบ จ.อุบลราชธานี ซึ่งเป็นแหล่งรวบรวมสืบสาน อนุรักษ์ศิลปวัฒนธรรม ภูมิปัญญาท้องถิ่น และถ่ายทอดให้อนุชนคนรุ่นใหม่ได้เรียนรู้อย่างทั่วถึง
นายพีระศักดิ์ องกิตติคุณ นายอำเภอม่วงสามสิบ กล่าวถึงความเป็นมาและแนวทางการพัฒนาท้องถิ่นว่า อำเภอม่วงสามสิบ เดิมคือ “บ้านที” พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวฯ โปรดเกล้าฯ ให้ยกฐานะขึ้นเป็นเมือง “เกษมสีมา” ขึ้นตรงต่อเมืองอุบลราชธานี ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2425 จึงถึงคราวปรับปรุงการปกครองครั้งใหญ่ระหว่างปี พ.ศ. 2443-2445 เมืองเกษมสีมา ถูกลดฐานะลงเป็นอำเภอ ต่อมาปี พ.ศ. 2452 ทางราชการได้รวมอำเภอเกษมสีมากับอำเภออุตรูปนิคม (ซึ่งอยู่ใกล้เคียง) เข้าด้วยกัน เรียกชื่อใหม่ว่า “อำเภออุตรอุบล” แต่ต่อมาได้เปลี่ยนชื่อเป็นอำเภอ “ม่วงสามสิบ” ตามชื่อของหมู่บ้านดั้งเดิมจนถึงปัจจุบัน
อำเภอม่วงสามสิบ มีภูมิปัญญาและอาชีพที่หลากหลาย เช่น ด้านเกษตรกรรม โภชนาการ อาหารแปรรูป มีกิจกรรมการทำปุ๋ยหมัก ผลิตปุ๋ยชีวภาพ ด้านการบริหารจัดการองค์กรชุมชน สวัสดิการชุมชน ด้านการส่งเสริมการเกษตร การแปรรูปผลผลิตทางการเกษตรและการส่งเสริมอาชีพในชุมชน ด้านหัตถกรรมมีผลิตภัณฑ์จากผ้าฝ้าย ผ้าไหม หมอน ตะกร้า กระติบข้าว ด้านการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ สิ่งแวดล้อมและด้านการอนุรักษ์ศิลปวัฒนธรรม ประเพณี
นายประยูร กาฬเนตร ครู คศ.3 ที่ปรึกษาพิพิธภัณฑ์พื้นบ้านกล่าวว่า ในการเรียนรู้สมัยปัจจุบันต้องก้าวทันเทคโนโลยี และมีส่วนร่วมในการสืบสานภูมิปัญญาท้องถิ่น ความสำคัญของการจัดการเรียนการสอนทุกวันนี้ เรากำลังก้าวกระโดด และก้าวข้ามความเป็นท้องถิ่นมาก นักเรียน นักศึกษา และเยาวชนยังขาดองค์ความรู้ในท้องถิ่น ไม่เรียนรู้ประวัติศาสตร์ท้องถิ่น หมู่บ้าน ชุมชน ดังนั้น การจัดตั้งพิพิธภัณฑ์พื้นบ้านขึ้นจึงเป็นแหล่งเรียนรู้ทั้งด้านประวัติศาสตร์และภูมิปัญญาชาวบ้าน ที่มีสาระความรู้ ศิลปวัฒนธรรม นำพาให้ประชาชนและเยาวชนมีส่วนร่วมในการพัฒนาท้องถิ่นสร้างองค์ความรู้ สามารถปรับตัว และประกอบอาชีพได้อย่างยั่งยืน
คุณยายสุพรรณ คชพรม อายุ 65 ปี อยู่บ้านเลขที่ 62 หมู่ 1 บ้านหนองช้างน้อย ต.หนองช้างใหญ่ เล่าว่า มีความภูมิใจที่วัดศรีสุพนอารามและชาวบ้านร่วมแรงร่วมใจในการจัดตั้งพิพิธภัณฑ์พื้นบ้าน เพื่อให้ลูกหลานได้เรียนรู้ และมีวัตถุโบราณเก่าแก่หลายร้อยปีรวมถึงเครื่องใช้ของชาวอีสานจำนวนมาก ที่สำคัญ นับตั้งแต่มีโบราณวัตถุในพิพิธภัณฑ์จำนวนมาก คุณยายได้อาสามาเป็นผู้ร่วมกลุ่มอนุรักษ์สืบสาน และดูแลผู้มาเยี่ยมชมอย่างต่อเนื่องทุกวัน
สำหรับเยาวชนประกอบด้วย ด.ญ.ภัสราภรณ์ ลัทธิวรรณ น.ส.สุภักษร เขียวสวัสดิ์ และน.ส.รัตนาพร แก่นธรรม มีส่วนร่วมในการสืบสานศิลปวัฒนธรรมท้องถิ่น และยังทำหน้าที่ให้ต้อนรับนักท่องเที่ยวที่เข้ามาเยี่ยมชมพิพิธภัณฑ์พื้นบ้าน
ในการอนุรักษ์สืบสานกว่า 20 ปี ที่ผ่านมา พระฉลอง ธัมมิโก ได้ใช้ความรู้ความสามารถและจัดตั้ง พิพิธภัณฑ์พื้นบ้าน ให้เป็นแหล่งเรียนรู้ในชุมชนและขยายผลเป็นแบบอย่างในการสร้างเครือข่ายสืบสานภูมิปัญญาท้องถิ่น ส่งผลให้ พระฉลอง ธัมมิโก ได้รับการยกย่องเป็นผู้อนุรักษ์มรดกโลกไทยดีเด่น ปี 2554 และได้รับพระราชทานเข็มเกียรติคุณ จากสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ณ พระที่นั่งพุทไธสวรรยค์ พิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติ กรุงเทพมหานคร เมื่อวันที่ 17 สิงหาคม 2554
พิพิธภัณฑ์พื้นบ้าน วัดศรีสุพนอาราม บ้านหนองช้างน้อย หมู่ที่ 1 ต.หนองช้างใหญ่ อ.ม่วงสามสิบ จ.อุบลราชธานี เป็นสถานที่สำคัญในการรวบรวมสืบสานโบราณวัตถุ และเป็นแหล่งเรียนรู้ในท้องถิ่น เป็นสถานศึกษาชุมชน ซึ่งจะเป็นพลังพัฒนาการศึกษาศิลปวัฒนธรรม ให้กับประชาชนเยาวชนคนไทยมีความรู้ ความเข้าใจ รักความเป็นไทย นำไปพัฒนาครอบครัว ชุมชนสังคมให้มีความเจริญก้าวหน้าต่อไป
ร.พ.กรุงเทพ สยายปีกคุมภาคอีสาน
น.พ.สุนทร ศรีทา ประธานคณะผู้บริหาร กลุ่ม 4 และกรรมการผู้จัดการโรงพยาบาลกรุงเทพอุดรธานี เปิดเผยกับ "ฐานเศรษฐกิจ" ว่า หลังจากที่บริษัท กรุงเทพดุสิตเวชการ จำกัด (มหาชน) ได้ซื้อกิจการของโรงพยาบาลปัญญาเวชอินเตอร์ด้วยงบลงทุน า .54 พันล้านบาท พร้อมเปลี่ยนชื่อเป็นโรงพยาบาลกรุงเทพอุดรธานี บริษัทเตรียมใช้งบประมาณอีก 310 ล้านบาท สำหรับปรับปรุงโรงพยาบาลให้เป็นโรงพยาบาลขนาด 120 เตียง โดยเฟสแรกจะปรับปรุงให้เป็นโรงพยาบาลขนาด 70 เตียง แบ่งเป็นการปรับห้องผู้ป่วยชั้นละ 20 เตียง จำนวน 3 ชั้น รวมเป็น 60 เตียง และห้อง ไอซียู อีก 10 เตียง พร้อมเครื่องมือแพทย์ที่ทันสมัย และจะปรับปรุงดาดฟ้าที่ออกแบบไว้ให้เครื่องบินเฮลิคอปเตอร์สามารถลง-ขึ้น รับ-ส่ง ผู้ป่วยฉุกเฉินให้แล้วเสร็จภายในสิ้นปีนี้
อย่างไรก็ดี การเข้าซื้อกิจการครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อให้บริการดูแลด้านสุขภาพของประชาชนในภาคตะวันออกเฉียงเหนือเป็นภาคที่มีประชากรมากที่สุดของประเทศ และเป็นกลุ่มประชาชนที่มีกำลังซื้อและต้องการใช้บริการโรงพยาบาลที่มีความพร้อมในด้านการรักษาและดูแลสุขภาพสะดวก รวดเร็ว แทนการใช้บริการโรงพยาบาลรัฐซึ่งต้องเสียเวลานาน
ทั้งนี้ที่ผ่านมาพบว่า ในภาคอีสานมีสถานพยาบาลหรือโรงพยาบาลที่มีมาตรฐานการบริการสูงไม่มากนัก พร้อมกับกลุ่มโรงพยาบาลกรุงเทพ ซึ่งมีความชำนาญการและเชี่ยวชาญในธุรกิจนี้มากว่า 40 ปี เห็นช่องว่างในการเข้ามาเปิดให้บริการรองรับกลุ่มผู้บริโภคที่มีกำลังซื้อจึงตัดสินใจเข้ามาซื้อกิจการ
"บริษัทเริ่มต้นเข้ามาทดลองลงทุนในธุรกิจโรงพยาบาลในภาคอีสานเมื่อ 4-5 ปีก่อนที่โรงพยาบาลกรุงเทพราชสีมา และได้รับการตอบรับจากผู้บริโภคด้านสุขภาพที่ดี หลังจากนั้นก็ขยายไปที่ปากช่อง ส่วนที่จังหวัดอุดรธานี ถือเป็นเมืองใหญ่ มีศักยภาพและสำคัญอยู่ใกล้กับเมืองหลวงของประเทศ สปป.ลาว จึงได้ตัดสินใจมาเปิดธุรกิจโรงพยาบาลแห่งใหม่ ที่ผ่านมานั้นลูกค้าในภาคอีสานให้การตอบรับโรงพยาบาลเอกชนดีมาก ส่วนโรงพยาบาลกรุงเทพอุดรธานีนั้น ส่วนหนึ่งเตรียมเอาไว้สำหรับลูกค้าที่เป็นชาวต่างชาติที่เดินทางเข้าไปทำงานอยู่ในกรุงเวียงจันทน์ด้วย"
น.พ.สุนทร กล่าวอีกว่า บริษัทยังมีแผนที่จะขยายธุรกิจโรงพยาบาลในภาคอีสานต่อเนื่อง ทั้งในจังหวัดขอนแก่น และอุบลราชธานี เพราะเป็นจังหวัดที่น่าจะมีโรงพยาบาลเอกชนเข้าไปเปิดโรงพยาบาลเพิ่มขึ้น โดยการลงทุนจะมีทั้งแบบเข้าไปซื้อกิจการเพื่อบริหารต่อ และซื้อที่ดินเพื่อก่อสร้าง นอกจากนี้บริษัท ยังมีแผนที่เข้าไปเปิดกิจการในกรุงเวียงจันทน์ สปป.ลาว โดยเบื้องต้นจะเป็นการลงทุนในรูปแบบของโพลีคลินิก เป็นคลินิกเครือข่าย ส่วนการเข้าไปลงทุนเต็มรูปแบบเป็นธุรกิจโรงพยาบาลเลยนั้น กำลังมีการศึกษากฎระเบียบและกฎหมายการลงทุนด้านสุขภาพอยู่ว่าเป็นอย่างไร ซึ่งหากว่ากฎหมายเอื้ออำนวยก็อาจจะเข้าไปลงทุนเป็นโรงพยาบาลขนาด 50 เตียง ซึ่งเป็นโรงพยาบาลที่เหมาะสมในด้านต่างๆ
สำหรับบริษัท กรุงเทพดุสิตเวชการ จำกัด(มหาชน) ดูแลธุรกิจโรงพยาบาลทั้งหมดรวม 29 แห่ง ประกอบไปด้วยโรงพยาบาลในประเทศไทย 27 แห่ง และอีก 2 แห่งอยู่ในเสียมเรียบ และกรุงพนมเปญ ประเทศกัมพูชา
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจฉบับที่ 2,768 23-25 สิงหาคม พ.ศ. 2555
'ก๊าซซีบีจี'ทางรอดประเทศไทย
ภายใต้แผนพัฒนาพลังงานทดแทน 10 ปี(2555-2564) ที่ผ่านมาความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรีไปแล้ว โดยมีเป้าหมายที่จะหาเชื้อเพลิงใหม่มาทดแทนการใช้น้ำมันดีเซลลงให้ได้ 25 ล้านลิตรภายในปี 2564 กำลังเป็นโจทย์ใหญ่และความท้าทายของกระทรวงพลังงาน ที่จะดำเนินงานไปสู่เป้าหมายได้มากน้อยเพียงใด เนื่องจากเวลานี้ยังไม่มีความชัดเจนว่า เชื้อเพลิงใหม่ที่จะมาทดแทนน้ำมันดีเซลนั้นจะมาจากประเภทใด เพราะปาล์มน้ำมันที่จะมาผลิตไบโอดีเซล ก็ยังประสบปัญหาขาดแคลนอยู่ทุกปี ขณะที่การวิจัยพัฒนาสาหร่ายน้ำมัน ยังไม่เห็นการผลิตในรูปเชิงพาณิชย์ออกมา และคาดว่าจะต้องใช้เวลาอีกหลายปีกว่าจะได้เห็นในเชิงรูปธรรม
แต่ความคาดหวังหนึ่งที่มีทางเป็นไปได้ และกระทรวงพลังงานพยายามผลักดัน ในการหันไปพึ่งก๊าซเอ็นจีวีใช้สำหรับรถยนต์ ที่ในแต่ละปีมีอัตราการเติบโตค่อนข้างมาก ปัจจุบันมีการใช้อยู่ในระดับ 7,800 ตันต่อวัน ที่ส่วนใหญ่ถูกนำไปใช้ในรถบรรทุกขนาดใหญ่ แต่มีปัญหาตามมาว่า โครงสร้างราคาที่เป็นอยู่ 10.50 บาทต่อกิโลกรัม ยังไม่สะท้อนต้นทุนที่แท้จริง ทำให้บริษัท ปตท.จำกัด(มหาชน) ชะลอการขยายสถานีบริการเอ็นจีวีออกไป ส่งผลให้เกิดปัญหาการขาดแคลนอยู่ ยังกระจายไม่ทั่วถึงในหลายพื้นที่ โดยเฉพาะพื้นที่ที่อยู่ไกลจากแนวท่อส่งก๊าซธรรมชาติ
++ดันก๊าซ ซีบีจีเป็นทางรอด
สำหรับทางออกในเรื่องนี้ ทางสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน(สนพ.) พยายามที่จะส่งเสริมให้มีการใช้ก๊าซเอ็นจีวีให้มากขึ้นและกระจายอยู่ตามพื้นที่ห่างไกล เพื่อลดต้นทุนค่าขนส่งก๊าซเอ็นจีวีอันเป็นต้นทุนที่สำคัญ จึงได้ริเริ่มจัดทำโครงการนำก๊าซชีวภาพมาอัดในรูปของก๊าซซีบีจี ซึ่งมีคุณสมบัติเทียบเท่าก๊าซเอ็นจีวีหรือซีเอ็นจีวีขึ้นมา
นายสุเทพ เหลี่ยมศิริเจริญ ผู้อำนวยการสนพ.ชี้ให้เห็นว่า โครงการดังกล่าว เวลานี้กำลังได้รับความสนใจจากทั่วโลก โดยเฉพาะที่เยอรมนีมีการตั้งโรงงานผลิตซีบีจีจาการนำพืชมาหมักเป็นก๊าซชีวภาพและนำมาอัดเป็นซีบีจีกว่า 7.2 พันแห่ง แต่ละแห่งผลิตก๊าซซีบีจีขนาดเล็กสุดได้ 3 ตันต่อวัน หรือกว่า 2 หมื่นตันต่อวัน หากประเทศไทยสามารถส่งเสริมการตั้งโรงงานได้จำนวนมาก ก็จะทำให้แผนการจัดหาเชื้อเพลิงใหม่มาแทนน้ำมันดีเซลบรรลุเป้าหมายได้ง่ายขึ้น เพราะเวลานี้การผลิตซีบีจีในไทยประสบความสำเร็จแล้ว จากที่กองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน ได้ให้งบสถาบันวิจัยและพัฒนาพลังงานนครพิงค์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ไปทำการวิจัยจนประสบความสำเร็จ และนำไปต่อยอดวิจัยร่มกับบริษัท เชียงใหม่เฟรชมิลค์ฟาร์ม จำกัด ตั้งอยู่อำเภอบ้านโฮ่ง จังหวัดลำพูน ที่นำก๊าซชีวภาพที่ได้จากมูลวัวในฟาร์มจำนวนประมาณ 3,500 ตัว หรือนำก๊าซชีวภาพที่ได้วันละ 1.7-2 พันลูกบาศก์เมตร มาอันเป็นก๊าซซีบีจีได้วันละประมาณ 100 กิโลกรัมต่อวัน โดยมีต้นทุนอยู่ที่ประมาณกิโลกรัมละ 13 บาท ซึ่งสามารถนำไปใช้ได้กับเครื่องจักรอุปกรณ์ทางการเกษตรได้อย่างไม่มีปัญหา รวมถึงรถยนต์กระบะที่ใช้ในฟาร์มด้วย ซึ่งล่าสุดทางมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ อยู่ระหว่างการหารือกับทางบมจ.ปตท.ที่จะนำโครงการดังกล่าวไปต่อยอด เพื่อผลิตก๊าซซีบีจีไปสู่เชิงพาณิชย์มากขึ้น โดยมีขนาดกำลังการผลิต 3 ตันต่อวันขึ้นไป
++เอกชนรุกเข้าสู่เชิงพาณิชย์
นอกจากโครงการต้นแบบแล้ว เวลานี้มีภาคเอกชนที่มีความสนใจที่จะขยายโครงการนี้ออกไปให้แพร่หลาย อย่างบริษัท ยูนิเวอร์แซล แอดซอร์บเบ้นท์ แอนด์ เคมิคัลส์ จำกัด(มหาชน) ได้ก่อสร้างผลิตก๊าซซีบีจีในเชิงพาณิชย์ได้แล้ว โดยเป็นการนำหญ้าเลี้ยงช้างมาหมักร่วมกับน้ำเสียจากมูลสุกร สามารถผลิตก๊าซชีวภาพได้ประมาณ 6 ตันต่อวัน และพร้อมจะส่งจำหน่ายให้กับบริษัท ปตท.จำกัด(มหาชน)ได้ไม่เกินเดือนกันยายนปีนี้
นายกิตติ ชีวะเกตุ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ยูนิเวอร์แซล แอดซอร์บเบ้นท์ แอนด์ เคมิคัลส์ จำกัด(มหาชน) กล่าวว่า ทางบริษัทได้รับงบสนับสนุนการวิจัย 15 ล้านบาท จากกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน (พพ.) ร่วมกับศูนย์วิจัยพลังงาน มหาวิทยาลัยแม่โจ้ มาจัดทำโครงการพัฒนาก๊าซชีวภาพจากฟาร์มสุกรเพื่อการคมนาคมขึ้นมา เพื่อติดตั้งระบบผลิตก๊าซซีบีจี ที่ อ.แม่แตง จ.เชียงใหม่ มูลค่าการลงทุนรวม 110 ล้านบาท
โดยโรงงานดังกล่าวเป็นการนำน้ำเสียจากฟาร์มสุกรที่อยู่ใกล้เคียงวันละประมาณ 10 ตัน มาหมักร่วมกับหญ้าเลี้ยงช้างวันละ 23 ตัน ซึ่งสามารถผลิตเป็นก๊าซซีบีจีได้ถึง 6 ตันต่อวัน แต่โรงงานแห่งนี้ออกแบบการผลิตไว้ได้ถึง 9 ตันต่อวัน ขึ้นอยู่กับปริมาณวัตถุดิบที่มีอยู่ ซึ่งเวลานี้ได้ทำสัญญาซื้อขายก๊าซซีบีจีกับทางบมจ.ปตท.ไปแล้วในราคา 16 บาทต่อกิโลกรัม นำไปป้อนให้กับสถานีบริการได้ 1 แห่ง ในจังหวัดเชียงใหม่ ที่สามารถรองรับรถยนต์ได้ 500 คันต่อวันหรือรองรับรถบรรทุกขนาดใหญ่ได้ 40 คันต่อวัน ซึ่งจะช่วยให้บมจ.ปตท.ไม่ต้องแบกรับภาระค่าขนส่งจำนวนมาก เพราะหากเทียบกับการขนส่งก๊าซเอ็นจีวีจากอำเภอแก่งคอยขึ้นมาที่จังหวัดเชียงใหญ่แล้ว เอ็นจีวีที่จะจำหน่ายจะตกอยู่ที่ประมาณ 20 บาทต่อกิโลกรัม
อีกทั้ง โครงการนี้นอกจากเป็นการช่วยลดการนำเข้าพลังงานจากต่างประเทศแล้ว ยังช่วยส่งเสริมเกษตรกรให้มีรายได้จากการปลูกหญ้าเลี้ยงช้าง ที่รับซื้อในราคากิโลกรัมละ 1 บาท หากเกษตรกรปลูกหญ้าเลี้ยงช้าง 1 ไร่ จะได้ผลผลิต 8-17 ตันต่อไร่ และใน 1 ปีตัดได้ 6 ครั้ง เป็นรายได้ดีกว่าการปลูกข้าวในเวลานี้
นายกิตติกล่าวเสริมอีกว่า จากความสำเร็จดังกล่าว ทางบริษัทมีแผนที่จะลงทุนทำโรงงานผลิตซีบีจีที่เป็นการหมักจากหญ้าเลี้ยงช้างทั้งหมด ส่งป้อนให้กับบมจ.ปตท.อีก 5 แห่ง ขนาดแห่งละ 6 ตันต่อวัน อยู่ในจังหวัดขอนแก่น 4 แห่ง และในจังหวัดอุบลราชธานี 1 แห่ง ใช้เงินลงทุนแห่งละประมาณ 110 ล้านบาท ซึ่งการขยายโรงงานผลิตซีบีจีไปตั้งที่ต่างๆนั้น ต้องขึ้นอยู่กับพื้นที่การปลูกหญ้าเลี้ยงช้างว่าอยู่ตามพื้นที่ไหนบ้าง หากเป็นไปตามแผนคาดว่าทั้ง 5 แห่ง จะสามารถเริ่มดำเนินการได้ตั้งแต่ปีหน้าเป็นต้นไป
++จัดทำแผนดันสู่นโยบาย
นายสุเทพ กล่าวเสริมว่า จากความสำเร็จของโครงการซีบีจีที่เกิดขึ้น ทางสนพ.เตรียมที่จะจัดทำแผนหรือมีเป้าหมายที่แน่ชัดในการส่งเสริมการผลิตก๊าซซีบีจีออกมาในช่วงปลายปีนี้หรืออย่างช้าต้นปีหน้า เพื่อนำเข้าสู่การพิจารณาของคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ(กพช.)ที่มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน เพื่อเป็นนโยบายการส่งเสริมให้มีการผลิตก๊าซซีบีจีในระดับวงก้าวมากขึ้นและขยายผลได้เร็วขึ้น ซึ่งจะต้องมาดูว่าจะสนับสนุนในรูปแบบใด อย่างการให้เงินส่วนเพิ่มหรือ แอดเดอร์ กับโครงการ เพื่อเป็นการจูงใจให้กับผู้ผลิตซีบีจี เพราะถือว่าเป็นการผลิตพลังงานทดแทนอย่างหนึ่ง เหมือนกับที่เวลานี้ให้แอดเดอร์สำหรับการผลิตก๊าซชีวภาพนำไปผลิตไฟฟ้าอยู่ที่ 30 สตางค์ต่อหน่วย หรือการใช้วงเงินสนับสนุนจากภาครัฐไม่เกิน 10 % ของมูลค่าโครงการ รวมถึงการให้สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำกับผู้ประกอบการ เป็นต้น เพราะเวลานี้เองการผลิตก๊าซชีวภาพเพื่อนำไปผลิตไฟฟ้าใช้กันอย่างแพร่หลาย หากผู้ประกอบการสนใจนำมาผลิตเป็นซีบีจี ก็จะช่วยให้เกิดการใช้ก๊าซซีบีจีสำหรับยานยนต์มากขึ้นตามไปด้วย
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจฉบับที่ 2,767 19-22 สิงหาคม พ.ศ. 2555
แต่ความคาดหวังหนึ่งที่มีทางเป็นไปได้ และกระทรวงพลังงานพยายามผลักดัน ในการหันไปพึ่งก๊าซเอ็นจีวีใช้สำหรับรถยนต์ ที่ในแต่ละปีมีอัตราการเติบโตค่อนข้างมาก ปัจจุบันมีการใช้อยู่ในระดับ 7,800 ตันต่อวัน ที่ส่วนใหญ่ถูกนำไปใช้ในรถบรรทุกขนาดใหญ่ แต่มีปัญหาตามมาว่า โครงสร้างราคาที่เป็นอยู่ 10.50 บาทต่อกิโลกรัม ยังไม่สะท้อนต้นทุนที่แท้จริง ทำให้บริษัท ปตท.จำกัด(มหาชน) ชะลอการขยายสถานีบริการเอ็นจีวีออกไป ส่งผลให้เกิดปัญหาการขาดแคลนอยู่ ยังกระจายไม่ทั่วถึงในหลายพื้นที่ โดยเฉพาะพื้นที่ที่อยู่ไกลจากแนวท่อส่งก๊าซธรรมชาติ
++ดันก๊าซ ซีบีจีเป็นทางรอด
สำหรับทางออกในเรื่องนี้ ทางสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน(สนพ.) พยายามที่จะส่งเสริมให้มีการใช้ก๊าซเอ็นจีวีให้มากขึ้นและกระจายอยู่ตามพื้นที่ห่างไกล เพื่อลดต้นทุนค่าขนส่งก๊าซเอ็นจีวีอันเป็นต้นทุนที่สำคัญ จึงได้ริเริ่มจัดทำโครงการนำก๊าซชีวภาพมาอัดในรูปของก๊าซซีบีจี ซึ่งมีคุณสมบัติเทียบเท่าก๊าซเอ็นจีวีหรือซีเอ็นจีวีขึ้นมา
นายสุเทพ เหลี่ยมศิริเจริญ ผู้อำนวยการสนพ.ชี้ให้เห็นว่า โครงการดังกล่าว เวลานี้กำลังได้รับความสนใจจากทั่วโลก โดยเฉพาะที่เยอรมนีมีการตั้งโรงงานผลิตซีบีจีจาการนำพืชมาหมักเป็นก๊าซชีวภาพและนำมาอัดเป็นซีบีจีกว่า 7.2 พันแห่ง แต่ละแห่งผลิตก๊าซซีบีจีขนาดเล็กสุดได้ 3 ตันต่อวัน หรือกว่า 2 หมื่นตันต่อวัน หากประเทศไทยสามารถส่งเสริมการตั้งโรงงานได้จำนวนมาก ก็จะทำให้แผนการจัดหาเชื้อเพลิงใหม่มาแทนน้ำมันดีเซลบรรลุเป้าหมายได้ง่ายขึ้น เพราะเวลานี้การผลิตซีบีจีในไทยประสบความสำเร็จแล้ว จากที่กองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน ได้ให้งบสถาบันวิจัยและพัฒนาพลังงานนครพิงค์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ไปทำการวิจัยจนประสบความสำเร็จ และนำไปต่อยอดวิจัยร่มกับบริษัท เชียงใหม่เฟรชมิลค์ฟาร์ม จำกัด ตั้งอยู่อำเภอบ้านโฮ่ง จังหวัดลำพูน ที่นำก๊าซชีวภาพที่ได้จากมูลวัวในฟาร์มจำนวนประมาณ 3,500 ตัว หรือนำก๊าซชีวภาพที่ได้วันละ 1.7-2 พันลูกบาศก์เมตร มาอันเป็นก๊าซซีบีจีได้วันละประมาณ 100 กิโลกรัมต่อวัน โดยมีต้นทุนอยู่ที่ประมาณกิโลกรัมละ 13 บาท ซึ่งสามารถนำไปใช้ได้กับเครื่องจักรอุปกรณ์ทางการเกษตรได้อย่างไม่มีปัญหา รวมถึงรถยนต์กระบะที่ใช้ในฟาร์มด้วย ซึ่งล่าสุดทางมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ อยู่ระหว่างการหารือกับทางบมจ.ปตท.ที่จะนำโครงการดังกล่าวไปต่อยอด เพื่อผลิตก๊าซซีบีจีไปสู่เชิงพาณิชย์มากขึ้น โดยมีขนาดกำลังการผลิต 3 ตันต่อวันขึ้นไป
++เอกชนรุกเข้าสู่เชิงพาณิชย์
นอกจากโครงการต้นแบบแล้ว เวลานี้มีภาคเอกชนที่มีความสนใจที่จะขยายโครงการนี้ออกไปให้แพร่หลาย อย่างบริษัท ยูนิเวอร์แซล แอดซอร์บเบ้นท์ แอนด์ เคมิคัลส์ จำกัด(มหาชน) ได้ก่อสร้างผลิตก๊าซซีบีจีในเชิงพาณิชย์ได้แล้ว โดยเป็นการนำหญ้าเลี้ยงช้างมาหมักร่วมกับน้ำเสียจากมูลสุกร สามารถผลิตก๊าซชีวภาพได้ประมาณ 6 ตันต่อวัน และพร้อมจะส่งจำหน่ายให้กับบริษัท ปตท.จำกัด(มหาชน)ได้ไม่เกินเดือนกันยายนปีนี้
นายกิตติ ชีวะเกตุ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ยูนิเวอร์แซล แอดซอร์บเบ้นท์ แอนด์ เคมิคัลส์ จำกัด(มหาชน) กล่าวว่า ทางบริษัทได้รับงบสนับสนุนการวิจัย 15 ล้านบาท จากกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน (พพ.) ร่วมกับศูนย์วิจัยพลังงาน มหาวิทยาลัยแม่โจ้ มาจัดทำโครงการพัฒนาก๊าซชีวภาพจากฟาร์มสุกรเพื่อการคมนาคมขึ้นมา เพื่อติดตั้งระบบผลิตก๊าซซีบีจี ที่ อ.แม่แตง จ.เชียงใหม่ มูลค่าการลงทุนรวม 110 ล้านบาท
โดยโรงงานดังกล่าวเป็นการนำน้ำเสียจากฟาร์มสุกรที่อยู่ใกล้เคียงวันละประมาณ 10 ตัน มาหมักร่วมกับหญ้าเลี้ยงช้างวันละ 23 ตัน ซึ่งสามารถผลิตเป็นก๊าซซีบีจีได้ถึง 6 ตันต่อวัน แต่โรงงานแห่งนี้ออกแบบการผลิตไว้ได้ถึง 9 ตันต่อวัน ขึ้นอยู่กับปริมาณวัตถุดิบที่มีอยู่ ซึ่งเวลานี้ได้ทำสัญญาซื้อขายก๊าซซีบีจีกับทางบมจ.ปตท.ไปแล้วในราคา 16 บาทต่อกิโลกรัม นำไปป้อนให้กับสถานีบริการได้ 1 แห่ง ในจังหวัดเชียงใหม่ ที่สามารถรองรับรถยนต์ได้ 500 คันต่อวันหรือรองรับรถบรรทุกขนาดใหญ่ได้ 40 คันต่อวัน ซึ่งจะช่วยให้บมจ.ปตท.ไม่ต้องแบกรับภาระค่าขนส่งจำนวนมาก เพราะหากเทียบกับการขนส่งก๊าซเอ็นจีวีจากอำเภอแก่งคอยขึ้นมาที่จังหวัดเชียงใหญ่แล้ว เอ็นจีวีที่จะจำหน่ายจะตกอยู่ที่ประมาณ 20 บาทต่อกิโลกรัม
อีกทั้ง โครงการนี้นอกจากเป็นการช่วยลดการนำเข้าพลังงานจากต่างประเทศแล้ว ยังช่วยส่งเสริมเกษตรกรให้มีรายได้จากการปลูกหญ้าเลี้ยงช้าง ที่รับซื้อในราคากิโลกรัมละ 1 บาท หากเกษตรกรปลูกหญ้าเลี้ยงช้าง 1 ไร่ จะได้ผลผลิต 8-17 ตันต่อไร่ และใน 1 ปีตัดได้ 6 ครั้ง เป็นรายได้ดีกว่าการปลูกข้าวในเวลานี้
นายกิตติกล่าวเสริมอีกว่า จากความสำเร็จดังกล่าว ทางบริษัทมีแผนที่จะลงทุนทำโรงงานผลิตซีบีจีที่เป็นการหมักจากหญ้าเลี้ยงช้างทั้งหมด ส่งป้อนให้กับบมจ.ปตท.อีก 5 แห่ง ขนาดแห่งละ 6 ตันต่อวัน อยู่ในจังหวัดขอนแก่น 4 แห่ง และในจังหวัดอุบลราชธานี 1 แห่ง ใช้เงินลงทุนแห่งละประมาณ 110 ล้านบาท ซึ่งการขยายโรงงานผลิตซีบีจีไปตั้งที่ต่างๆนั้น ต้องขึ้นอยู่กับพื้นที่การปลูกหญ้าเลี้ยงช้างว่าอยู่ตามพื้นที่ไหนบ้าง หากเป็นไปตามแผนคาดว่าทั้ง 5 แห่ง จะสามารถเริ่มดำเนินการได้ตั้งแต่ปีหน้าเป็นต้นไป
++จัดทำแผนดันสู่นโยบาย
นายสุเทพ กล่าวเสริมว่า จากความสำเร็จของโครงการซีบีจีที่เกิดขึ้น ทางสนพ.เตรียมที่จะจัดทำแผนหรือมีเป้าหมายที่แน่ชัดในการส่งเสริมการผลิตก๊าซซีบีจีออกมาในช่วงปลายปีนี้หรืออย่างช้าต้นปีหน้า เพื่อนำเข้าสู่การพิจารณาของคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ(กพช.)ที่มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน เพื่อเป็นนโยบายการส่งเสริมให้มีการผลิตก๊าซซีบีจีในระดับวงก้าวมากขึ้นและขยายผลได้เร็วขึ้น ซึ่งจะต้องมาดูว่าจะสนับสนุนในรูปแบบใด อย่างการให้เงินส่วนเพิ่มหรือ แอดเดอร์ กับโครงการ เพื่อเป็นการจูงใจให้กับผู้ผลิตซีบีจี เพราะถือว่าเป็นการผลิตพลังงานทดแทนอย่างหนึ่ง เหมือนกับที่เวลานี้ให้แอดเดอร์สำหรับการผลิตก๊าซชีวภาพนำไปผลิตไฟฟ้าอยู่ที่ 30 สตางค์ต่อหน่วย หรือการใช้วงเงินสนับสนุนจากภาครัฐไม่เกิน 10 % ของมูลค่าโครงการ รวมถึงการให้สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำกับผู้ประกอบการ เป็นต้น เพราะเวลานี้เองการผลิตก๊าซชีวภาพเพื่อนำไปผลิตไฟฟ้าใช้กันอย่างแพร่หลาย หากผู้ประกอบการสนใจนำมาผลิตเป็นซีบีจี ก็จะช่วยให้เกิดการใช้ก๊าซซีบีจีสำหรับยานยนต์มากขึ้นตามไปด้วย
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจฉบับที่ 2,767 19-22 สิงหาคม พ.ศ. 2555
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)