วันพฤหัสบดีที่ 23 สิงหาคม พ.ศ. 2555

ตำแหน่งงานว่างในจังหวัดอุบลราชธานี/ต่างจังหวัด1

ลำดับที่ตำแหน่งบริษัทค่าจ้างหมดเขต
1พนักงานจัดส่งบริษัท พีเอสมดแดงมอเตอร์ จำกัด สาขาอุบลราชธานี7,500+25/9/2555
2ผู้ช่วยช่างถ่ายรูปหจก.โฟโต้ คลิ๊ก240/วัน25/9/2555
3พนักงานรถโมบายบริษัท พีเอสมดแดงมอเตอร์ จำกัด สาขาอุบลราชธานี7,500+25/9/2555
4พนักงานขาย PC ประจำโฮมโปรบริษัท วี.ที.ซี.เอ็นเตอร์ไพรส จำกัด9,000+1/10/2555
5พนักงานฝ่ายผลิต(หญิง)บริษัท อุบล ออโต้โปรดักส์ จำกัด6,000-12,00025/9/2555
6พนักงานฝ่ายผลิต(ชาย)บริษัท อุบล ออโต้โปรดักส์ จำกัด6,000-12,00025/9/2555
7ช่างเทคนิคบริษัท เอสพี รีเทลเซอร์วิส จำกัด7,50030/8/2555
8Translatorบริษัท แอดเดอรานสไทย จำกัดตามวุฒิ25/9/2555
9พนักงานขายร้านแสงอยู่คง239/วัน25/9/2555
10พนักงานบัญชีร้านแสงอยู่คง239/วัน25/9/2555
11แม่บ้านหจก.โฟโต้ คลิ๊ก239/วัน25/9/2555
12พนักงานทั่วไปหจก.โฟโต้ คลิ๊ก239/วัน25/9/2555
13ช่างซ่อมคอมพิวเตอร์หจก.โฟโต้ คลิ๊ก240-250/วัน25/9/2555
14พนง.ขับรถเก๋ง,กระบะส่งของหจก.โฟโต้ คลิ๊ก240-300/วัน25/9/2555
15ผู้ช่วยพนักงานขับรถหจก.โฟโต้ คลิ๊ก239/วัน25/9/2555
16พนง.คอมพิวเตอร์,พิมพ์เอกสารหจก.โฟโต้ คลิ๊ก239-300/วัน25/9/2555
17พนักงานขายร้านแสงอยู่คง239/วัน25/9/2555
18แม่บ้านนายนพดล คุณากร6,50025/9/2555
19พนักงานล้างอุปกรณ์เบเกอรี่ร้านเฟินส์ฮัท6,00025/9/2555
20แม่บ้านบจก.สหมงคลประกันภัย สาขาอุบลราชธานี5,500-6,00025/9/2555

จัดหางานอุบลราชธานี ขอเชิญร่วมงาน ตลาดนัดแรงงานเชิงคุณภาพ สร้างงาน สร้างรายได้


page1image504

สํานักงานจัดหางานจังหวัดอุบลราชธานี ได้กําหนดจัดงาน “ตลาดนัดแรงงาน เชิงคุณภาพ” เพื่อส่งเสริมให้คนงานได้มีงานทํา และให้นายจ้าง/สถานประกอบการได้มีโอกาสคัดเลือก คนหางานตามตําแหน่งที่ต้องการ

                       นายสุพจน์ บุญเจริญ จัดหางานจังหวัดอุบลราชธานี เปิดเผยว่า สํานักงานจัดหางาน จังหวัดอุบลราชธานีได้กําหนดจัดงาน “ตลาดนัดแรงงานเชิงคุณภาพ สร้างงาน สร้างรายได้ จังหวัดอุบลราชธานี” ในระหว่างวันที่ ๓ o – ๓๑ สิงหาคม ๒๕๕๕ เวลา o๙.oo – ๑๖.oo น. ณ ห้องคอนเวนชั่นฮอลล์ โรงแรมปทุมรัตน์ 
โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเพิ่มโอกาสการมีงานทําให้แก่
ผู้ประสงค์จะหางานทํา ผู้ว่างงาน ผู้ถูกเลิกจ้าง และผู้สําเร็จการศึกษา รวมทั้งให้ผู้สมัครงานได้ทราบ แหล่งการจ้างงาน แนวโน้มความต้องการของตลาดแรงงาน เพื่อนําไปเป็นแนวทางเตรียมตัวเข้าสู่ระบบ การจ้างงานอย่างมีประสิทธิภาพ โดยจะนําระบบเทคโนโลยีสารสนเทศมาใช้ในการสมัครงานและ เลือกตําแหน่งงานว่างล่วงหน้าตามความต้องการผ่านทางระบบ Internet ผู้สมัครงานสามารถลงทะเบียน
และสมัครงานล่วงหน้าด้วยตนเองทางเว็บไซต์ http://jobit.doe.go.th/ubon สําหรับผู้ที่ไม่ได้ลงทะเบียน ล่วงหน้า ผ่านระบบสามารถกรอกประวัติและแนบไฟล์ข้ อมูล ส่วนนตัวเข้าสู่ระะบบได้ในวันงาน ส่วนของนายจ้าง
ที่เข้าร่วมงานก็จะได้รับความสะดวกในเรื่องการประชาสัมพันธ์ตําแหน่งงานว่างล่วงหน้า และสืบค้นประวัติ ของผู้สมัครงานได้ทาง Internet เช่นกัน ภายในงานมีกิจกรรมต่างๆ เช่น การทดสอบความพร้อม ทางอาชีพ การทดสอบความรู้ภาษาอังกฤษเพื่อการสมัครงาน การสาธิตการประกอบอาชีพอิสระ พร้อมฝึกปฏิบัตจริง 15 อาชีพ และนิทรรศการด้านแรงงานและอาชีพ เป็นต้น
   
     สํานักงานจัดหางานจังหวัดอุบลราชธานี จึงขอเชิญนายจ้าง/สถานประกอบการที่มีความต้องการร่วมงาน สามารถแจ้งความประสงค์ไปที่กลุ่มงานส่งเสริมการมีงานทํา o๔๕-๒๐๖๒๒๖-๘ ต่อ ๑๕ ขอเชิญชวนคนหางาน ผู้สําเร็จการศึกษาใหม่ และประชาชนทั่วไป ร่วมกิจกรรมในวันเวลา
สถานท่ีดังกล่าวโดยไม่มีค่าใช้จ่ายใดๆทั้งสิ้น ...งานนี้ไม่ควรพลาด...งานดี สวัสดิการเด่น เน้นคุณภาพ...กําลังรอคุณอยู่!!!...
page1image8688
...สิงหาคม 2555... 

พระราชสุเมธาจารย์ เจ้าอาวาสวัดอมราวดี ศิษย์ฝรั่งรูปแรกหลวงพ่อชา สุภัทโท


                พระราชสุเมธาจารย์ (โรเบิร์ต สุเมโธ) เจ้าอาวาสวัดอมราวดี เมืองฮาร์ดฟอร์ด ประเทศอังกฤษศิษย์ฝรั่งรูปแรกของพระโพธิญาณเถร (หลวงพ่อชา  สุภทฺโท) ดีกรีปริญญาโทรูปนี้ เป็นอดีตนาวิกโยธินหนุ่มชาวอเมริกัน นามว่า โรเบิร์ต สุเมโธที่หันมาสนใจใฝ่รู้เรื่องราวทางพระพุทธศาสนา ทั้งๆ ที่ครอบครัวนับถือศาสนาคริสต์ และเข้าโบสถ์มาตั้งแต่เด็ก แต่ทว่าศรัทธาก็ยังไม่เกิด กระทั่งได้สมัครเข้าเป็นทหารเรือ และได้ไปประจำการที่ญี่ปุ่น มีโอกาสได้ศึกษาพระพุทธศาสนานิกายเซนจากการอ่านตำรับตำราต่างๆแต่ก็ยังมิได้ลงมือปฏิบัติ กระทั่งออกจากกองทัพเรือและกลับไปเรียนต่อจนจบปริญญาโท ครั้งหนึ่งได้มีโอกาสมาเมืองไทย และได้รู้ว่าที่กรุงเทพฯ มีอาจารย์สอนกรรมฐานหลายรูป ในปี 2509 ก็ได้มาเป็นอาสาสมัครครูสอนภาษาอังกฤษที่หาวิทยาลัยธรรมศาสตร์และได้มีโอกาสไปศึกษาปฏิบัติธรรม นั่งสมาธิ เดินจงกรม ที่วัดมหาธาตุฯ อยู่ราว 6 เดือนก็เกิดความรู้สึกว่าอยากบวช ดังนั้น ในปีนั้นเองจึงได้ไปบวชที่จังหวัดหนองคาย พระอุปัชฌาย์ในสมัยนั้นคือ พระราชปรีชาญาณมุนี เจ้าคณะจังหวัดหนองคาย ปีแรกได้บรรพชาเป็นสามเณรก่อน และฝึกหัดปฏิบัติกรรมฐาน ต่อมาจึงได้อุปสมบทเป็นพระภิกษุ และพระอุปัชฌาย์ได้ส่งท่านสุเมโธไปจำพรรษากับพระโพธิญาณเถร (หลวงพ่อชา  สุภทฺโทที่วัดหนองป่าพง จ.อุบลราชธานี
                ที่วัดหนองป่าพง ท่านสุเมโธได้มีโอกาสศึกษาและเรียนรู้วิถีการปฏิบัติธรรมจากหลวงพ่อชามากมาย ขณะเดียวกันก็มีชาวต่างประเทศเข้ามาบวชและศึกษาปฏิบัติธรรมในวัดหนองป่าพงมากขึ้น ดังนั้น  ในปี 2518 หลวงพ่อชาจึงได้จัดตั้ง วัดป่านานาชาติ” ขึ้นที่บ้านบุ่งหวาย ต.บุ่งหวาย อ.วารินชำราบ  จ.อุบลราชธานี ซึ่งอยู่ห่างจากวัดหนองป่าพง ราว 8 กิโลเมตร โดยให้ท่านสุเมโธเป็นผู้ดูแล หลังจากนั้นอีก 1 ปี ท่านสุเมโธก็ได้มีโอกาสกลับไปเยี่ยมบ้านเกิดที่อเมริกา ขากลับได้แวะพักที่พุทธวิหารธรรมประทีป กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ ปฏิปทาและวัตรปฏิบัติของท่านก่อให้เกิดความเลื่อมใสแก่คณะผู้ศรัทธาที่นั่น จึงได้นิมนต์ท่านให้พำนักอยู่ เพื่อเป็นผู้นำในการปฏิบัติ แต่ท่านสุเมโธบอกว่า จะต้องนำไปกราบเรียนครูบาอาจารย์ คือหลวงพ่อชาก่อน

                ต่อมาในปี 2520 ท่านสุเมโธ และหลวงพ่อชา ก็รับนิมนต์ไปเผยแผ่ธรรมที่อังกฤษ หลังจากนั้น หลวงพ่อชาก็ให้ท่านสุเมโธอยู่เผยแผ่ธรรมที่อังกฤษต่อไป ตลอด 30 ปีแห่งการเผยแผ่ธรรม และการจัดตั้งวัดอมราวดีในประเทศอังกฤษ รวมทั้งการบริหารจัดการดูแล แม้เป็นงานที่หนักเหนื่อย และมีอุปสรรคมากมายเพียงใด แต่ด้วยความมานะอดทนและมุ่งมั่นในการทำงานให้พระศาสนาของพระสุเมโธ ทำให้ทุกอย่างสำเร็จลงด้วยดี
                ปี 2547 พระสุเมโธ ก็เป็น 1 ใน พระสงฆ์ 73 รูปที่ได้รับพระราชทานแต่งตั้งและเลื่อนสมณศักดิ์สำหรับพระสงฆ์ผู้ทำคุณประโยชน์ต่อพระศาสนาและประเทศชาติเป็นกรณีพิเศษ เนื่องในวโรกาสที่สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ทรงเจริญพระชนมพรรษาครบ 6 รอบ 72 พรรษา ในวันที่ 12 ส.ค. 2547 พระสุเมโธได้รับพระราชทานสมณศักดิ์เป็นพระราชาคณะชั้นราชที่ พระราชสุเมธาจารย์
               ในเดือนพฤษภาคม 2550 พระราชสุเมธาจารย์ ได้เดินทางมาร่วมงานประชุมชาวพุทธนานาชาติ ครั้งที่ 4 เนื่องในวันวิสาขบูชา ที่ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพในเดือนพฤศจิกายน 2554 ได้เดินทางมาร่วมพิธีพระราชทานเพลิงศพ พระมงคลกิตติธาดา (หลวงพ่ออมร เขมจิตโต) วัดป่าวิเวกธรรมชาน์ อ.ม่วงสามสิบ  จ.อุบลราชธานี ซึ่งท่านเจ้าคุณโรเบิร์ต ศิษย์ฝรั่งรูปแรกของหลวงพ่อชา ในวัย 78 ปี พรรษา 46 ยังคงเดินหน้าเผยแผ่ธรรมทางตะวันตก ด้วยวัตรปฏิบัติและปฏิปทาอันงดงาม ยังความศรัทธาให้เกิดขึ้นแก่ผู้พบเห็นสมเป็นสาวกแห่งพระศาสดาสัมมาสัมพุทธะ และศิษย์หลวงพ่อชาโดยแท้
               หลายสิบปีมาแล้ว หลวงปู่ชา สุภัทโท กล่าวว่า ดอกบัวกำลังบานทางทิศตะวันตก” ซึ่งหลวงปู่ชาท่านมีความสามารถมากในการถ่ายทอดธรรม แม้แต่ต่างชาติต่างภาษายังทำให้เมล็ดบัวในตัวท่านเหล่านั้น แตกกอ ผลิดอก และเบ่งบานขจรไกลไปทั่วโลก. มีวัดสาขาวัดหนองป่าพงมากกว่า 10 แห่งในต่างประเทศ ส่งผลให้จังหวัดอุบลราชธานี และประเทศไทยเป็นที่รู้จักในด้านพุทธศาสนา และมีชาวต่างประเทศศรัทธามาบวชจำพรรษาที่วัดป่านานาชาติอย่างต่อเนื่องในเดือนมกราคม 2555 สัปดาห์ปฏิบัติธรรมถวายเป็นอาจาริยบูชา ครบรอบ 20 ปี หลวงปู่ชาละสังขาร ท่านเจ้าคุณพระราชสุเมธาจารย์เดินทางมาร่วมงานปฏิบัติธรรมที่วัดหนองป่าพงได้แสดงธรรมให้พุทธศาสนิกชนที่มาปฏิบัติธรรมและมีเมตตาอนุญาตให้นำประวัติ หลักธรรม คำสอนข้อวัตรปฏิบัติในการสืบทอดพระพุทธศาสนาที่เกี่ยวข้องเผยแผ่ให้ประชาชนทราบตามความเหมาะสมต่อไป....

ตำบลชีทวน ค้นพบเรือใหญ่อีกลำ อายุไม่ต่ำกว่า150ปี


ในวันที่ 4 สิงหาคม 2555
อบต.ชีทวน ร่วมกับกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน และชาวบ้านท่าศาลา
ขุดเรือโบราณขนาดใหญ่ ที่ค้นพบเมื่อวันที่ 26 กรกฎาคม 255 ที่ผ่านมา
ผู้ที่ค้นพบกล่วมาตอนค้นพบเรือ ขณะนั้นเขาได้หาปลาอยู่บริเวณนั้นแล้ววานแห่ลงไป
ปรากฎว่าแห่ติดเขาจึงได้ดำน้ำลงไปนำแห่ออกปรากฎว่าพบส่วนของหัวเรืออยู่ใต้น้ำ
จึงบอกผู้ใหญ่บ้าน และได้ได้ประชุมกันเพื่อที่จะขุดขึ้นในวันที่ 4 ส.ค.55 เวลา 09.00 น. เริ่มขุด
โดยใช้รถแบ็คโฮ จำนวน 2 คัน และชาวบ้านกว่า 100 คนร่วมขุดในครั้งนี้
เวลา 12.30 น. ได้ไปตรวจสอบพบว่าเรือที่ขุดพบใกล้จะเสร็จแล้วคาดว่าวันนี้ช่วงเย็นจะนำขึ้นมาได้
จากการสอบถามทราบว่า น่าจะเป็นเรือกระแซงของคนในสมัยก่อนเนื่องจากบริเวณที่พบเรือปรากฎหลักฐานว่าเป็นท่าจอดเรือมาก่อน
เรือที่ค้นพบครั้งนี้ทำจากไม้ตะเคียน เป็นเรือติด อายุไม่ต่ำกว่า 150 ปี ขนาดกว้าง 3.5 เมตรโดยประมาณ ยาว 25 เมตรโดยประมาณ
คาดว่าจะนำขึ้นไปไว้ที่วัดอัมพวันวนาราม บ้านศาลา ตำบลชีทวน อำเภอเขื่องใน จังหวัดอุบลราชธานี
IMG_8323.JPG

100_0598_resize.JPG

ภูมิปัญญาชาวบ้าน ร่วมสืบสานสู่พิพิธภัณฑ์วัดหนองช้างน้อย


   จังหวัดอุบลราชธานี เมืองนักปราชญ์ มีทรัพยากรและมรดกล้ำค่า ด้านภูมิปัญญาท้องถิ่น และศิลปวัฒนธรรมงดงาม เป็นดินแดนที่มีชื่อเสียงด้านการศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรมประเพณียิ่งใหญ่ลุ่มแม่น้ำ 3 สาย คือ โขง ชี มูล ที่สำคัญ มีแหล่งท่องเที่ยวธรรมชาติหลากหลายและวิธีชีวิตสืบต่อกันมาเป็นขุมทรัพย์ทางปัญญาที่คนไทยทุกคนควรรู้ และเพื่ออยู่ร่วมกันอย่างสันติ โดยใช้และมีภูมิปัญญาท้องถิ่นจัดตั้งเป็นพิพิธภัณฑ์พื้นบ้าน และได้รับพระราชทานเข็มเกียรติคุณ การอนุรักษ์มรดกไทยดีเด่น ปี 2554 จากสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี
                วัดศรีสุพนอาราม  บ้านหนองช้างน้อย ต.หนองช้าง อ.ม่วงสามสิบ จ.อุบลราชธานี โดยพลัง 3 ประสาน คือ บ้านวัดโรงเรียนในชุมชนร่วมกันขับเคลื่อนให้มีการจัดตั้งพิพิธภัณฑ์พื้นบ้านขึ้น  ทั้งนี้ สืบเนื่องจาก พระอาจารย์ฉลอง ธัมมิโก พร้อมด้วยชาวบ้านหนองช้างน้อย ได้มีการรวบรวมวัตถุโบราณและเครื่องใช้ชาวบ้านอีสานจวนมากตั้งแต่ ปี พ.ศ. 2533 และระดมทุนก่อสร้างอาคารพิพิธภัณฑ์ คอนกรีตชั้นเดียว กว้าง 9 เมตร ยาว 18 เมตรค่าก่อสร้าง 1 ล้าน 2 แสนบาท โดยมีวัตถุประสงค์เพื่ออนุรักษ์ สืบสานภูมิปัญญาชาวบ้านและปลุกจิตสำนึกให้คนในท้องถิ่นต่างๆ ส่งเสริมสนับสนุน การจัดกิจกรรมตามประเพณีและวัฒนธรรมต่างๆรวมทั้งสนับสนุนให้มีพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นหรือพิพิธภัณฑ์ชุมชนขึ้น  ปัจจุบันมีวัตถุโบราณและสิ่งของเครื่องใช้ที่รวบรวมได้มากกว่า 1,000 ชิ้น  และที่สำคัญ คือเรือโบราณที่มีอายุกว่า 200 ปี  และเพิ่งค้นพบในท้องถิ่นบริเวณลำเซบก  เมื่อวันที่ 1 มีนาคม 2554เป็นเรือขนาดใหญ่ ทำจากต้นไม้ต้นเดียว มีความกว้าง 1.85 เมตร ยาว 21.60 เมตร นับว่าเป็นเรือขนาดใหญ่ที่สุดในภูมิภาคนี้
                ทั้งนี้ เพื่อสะท้อนชีวิตและความเป็นมาของชุมชนอันจะสร้างความรู้และความภูมิใจในชุมชนท้องถิ่น และมีการฟื้นฟู โดยการเลือกสรรภูมิปัญญาที่กำลังจะสูญหายไปแล้วมาทำให้มีคุณค่าและมีความสำคัญต่อการดำเนินชีวิตในท้องถิ่น โดยเฉพาะพื้นฐานทางจริยธรรม คุณธรรม การพัฒนา ริเริ่มสร้างสรรค์  โดยใช้ภูมิปัญญาชาวบ้านเป็นพื้นฐานในการรวมกลุ่มการพัฒนาอาชีพ ควรนำความรู้ด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีมาช่วยเพื่อต่อยอด  เพื่อใช้ในการผลิต การตลาด และการบริการ ตลอดจนการป้องกันและอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม แล้วมีการถ่ายทอดให้สังคมได้รับรู้ เกิดความเข้าใจ ตระหนักในคุณค่า คุณประโยชน์ โดยผ่านสถาบันครอบครัว สถาบันการศึกษาและกิจกรรมทางวัฒนธรรมต่างๆ

                นายจำปี  ภูมิภาค อายุ 64 ปี อยู่บ้านเลขที่ 26 หมู่ 1 บ้านหนองช้างน้อย เล่าความเป็นมาและประวัติบ้านหนองช้างน้อยว่าชุมชนนี้ก่อตั้งขึ้นในปี พ.ศ.2465 โดยแยกมาจากบ้านหนองช้างใหญ่ เนื่องจากอยู่ไกลที่ทำมาหากิน หลังจากตั้งหมู่บ้านเสร็จได้ตั้งวัดประจำหมู่บ้าน คือ ศรีสุพนอาราม สำหรับท้องถิ่นนี้ เดิมได้เคยเป็นที่อยู่ของพวกข่า และขอมโบราณอาศัยอยู่  สังเกตได้จากหลักฐานหมู่บ้านร้าง  ของพวกข่าและขอม กระจายอยู่โดยทั่วไป เช่นดงบ้านกรุง ดงบ้านสังข์  ดงบ้านทม  ดงบ้านแขม ปัจจุบันเป็นที่สาธารณะประโยชน์  ต่อมาชาวบ้านซึ่งเป็นพวกลาวดั้งเดิมอพยพมาพร้อมกับการตั้งเมืองอุบลราชธานี  ได้มาอาศัยอยู่แทนหมู่บ้านเหล่านั้น ได้ขุดพบเครื่องใช้ของพวกขอมโบราณมากมา เช่น ไห 4 หู ของขอมพระพุทธรูปโบราณ และมีบุคคลสำคัญในหมู่บ้านเห็นความสำคัญ จึงได้รวบรวมวัตถุโบราณของเครื่องใช้โดยมีพระอาจารย์ฉลอง ธัมมิโก ซึ่งเป็นเชื้อสายคนในหมู่บ้านหนองช้างน้อย ร่วมกับผู้นำชุมชนจัดตั้งพิพิธภัณฑ์พื้นบ้าน วัดศรีสุพนอาราม และเป็นพิพิธภัณฑ์บ้านแห่งแรกของ อ.ม่วงสามสิบ จ.อุบลราชธานี ซึ่งเป็นแหล่งรวบรวมสืบสาน อนุรักษ์ศิลปวัฒนธรรม ภูมิปัญญาท้องถิ่น และถ่ายทอดให้อนุชนคนรุ่นใหม่ได้เรียนรู้อย่างทั่วถึง
                นายพีระศักดิ์  องกิตติคุณ  นายอำเภอม่วงสามสิบ กล่าวถึงความเป็นมาและแนวทางการพัฒนาท้องถิ่นว่า อำเภอม่วงสามสิบ เดิมคือ “บ้านที” พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวฯ โปรดเกล้าฯ ให้ยกฐานะขึ้นเป็นเมือง เกษมสีมา” ขึ้นตรงต่อเมืองอุบลราชธานี ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2425 จึงถึงคราวปรับปรุงการปกครองครั้งใหญ่ระหว่างปี พ.ศ. 2443-2445 เมืองเกษมสีมา ถูกลดฐานะลงเป็นอำเภอ ต่อมาปี พ.ศ. 2452 ทางราชการได้รวมอำเภอเกษมสีมากับอำเภออุตรูปนิคม (ซึ่งอยู่ใกล้เคียง) เข้าด้วยกัน เรียกชื่อใหม่ว่า อำเภออุตรอุบล” แต่ต่อมาได้เปลี่ยนชื่อเป็นอำเภอ “ม่วงสามสิบ  ตามชื่อของหมู่บ้านดั้งเดิมจนถึงปัจจุบัน
                อำเภอม่วงสามสิบ มีภูมิปัญญาและอาชีพที่หลากหลาย เช่น ด้านเกษตรกรรม โภชนาการ อาหารแปรรูป มีกิจกรรมการทำปุ๋ยหมัก ผลิตปุ๋ยชีวภาพ ด้านการบริหารจัดการองค์กรชุมชน สวัสดิการชุมชน ด้านการส่งเสริมการเกษตร การแปรรูปผลผลิตทางการเกษตรและการส่งเสริมอาชีพในชุมชน ด้านหัตถกรรมมีผลิตภัณฑ์จากผ้าฝ้าย ผ้าไหม หมอน ตะกร้า กระติบข้าว ด้านการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ สิ่งแวดล้อมและด้านการอนุรักษ์ศิลปวัฒนธรรม ประเพณี
                นายประยูร กาฬเนตร  ครู คศ.3 ที่ปรึกษาพิพิธภัณฑ์พื้นบ้านกล่าวว่า ในการเรียนรู้สมัยปัจจุบันต้องก้าวทันเทคโนโลยี และมีส่วนร่วมในการสืบสานภูมิปัญญาท้องถิ่น ความสำคัญของการจัดการเรียนการสอนทุกวันนี้ เรากำลังก้าวกระโดด และก้าวข้ามความเป็นท้องถิ่นมาก นักเรียน นักศึกษา และเยาวชนยังขาดองค์ความรู้ในท้องถิ่น ไม่เรียนรู้ประวัติศาสตร์ท้องถิ่น หมู่บ้าน ชุมชน ดังนั้น การจัดตั้งพิพิธภัณฑ์พื้นบ้านขึ้นจึงเป็นแหล่งเรียนรู้ทั้งด้านประวัติศาสตร์และภูมิปัญญาชาวบ้าน ที่มีสาระความรู้ ศิลปวัฒนธรรม นำพาให้ประชาชนและเยาวชนมีส่วนร่วมในการพัฒนาท้องถิ่นสร้างองค์ความรู้ สามารถปรับตัว และประกอบอาชีพได้อย่างยั่งยืน
                คุณยายสุพรรณ  คชพรม อายุ 65 ปี อยู่บ้านเลขที่ 62 หมู่ 1 บ้านหนองช้างน้อย ต.หนองช้างใหญ่ เล่าว่า มีความภูมิใจที่วัดศรีสุพนอารามและชาวบ้านร่วมแรงร่วมใจในการจัดตั้งพิพิธภัณฑ์พื้นบ้าน เพื่อให้ลูกหลานได้เรียนรู้ และมีวัตถุโบราณเก่าแก่หลายร้อยปีรวมถึงเครื่องใช้ของชาวอีสานจำนวนมาก ที่สำคัญ นับตั้งแต่มีโบราณวัตถุในพิพิธภัณฑ์จำนวนมาก คุณยายได้อาสามาเป็นผู้ร่วมกลุ่มอนุรักษ์สืบสาน และดูแลผู้มาเยี่ยมชมอย่างต่อเนื่องทุกวัน
                สำหรับเยาวชนประกอบด้วย ด.ญ.ภัสราภรณ์  ลัทธิวรรณ  น.ส.สุภักษร  เขียวสวัสดิ์ และน.ส.รัตนาพร  แก่นธรรม  มีส่วนร่วมในการสืบสานศิลปวัฒนธรรมท้องถิ่น และยังทำหน้าที่ให้ต้อนรับนักท่องเที่ยวที่เข้ามาเยี่ยมชมพิพิธภัณฑ์พื้นบ้าน

                ในการอนุรักษ์สืบสานกว่า 20 ปี ที่ผ่านมา พระฉลอง  ธัมมิโก ได้ใช้ความรู้ความสามารถและจัดตั้ง พิพิธภัณฑ์พื้นบ้าน ให้เป็นแหล่งเรียนรู้ในชุมชนและขยายผลเป็นแบบอย่างในการสร้างเครือข่ายสืบสานภูมิปัญญาท้องถิ่น ส่งผลให้ พระฉลอง ธัมมิโก ได้รับการยกย่องเป็นผู้อนุรักษ์มรดกโลกไทยดีเด่น ปี 2554 และได้รับพระราชทานเข็มเกียรติคุณ จากสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี  ณ  พระที่นั่งพุทไธสวรรยค์ พิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติ กรุงเทพมหานคร เมื่อวันที่ 17 สิงหาคม 2554
                พิพิธภัณฑ์พื้นบ้าน วัดศรีสุพนอาราม บ้านหนองช้างน้อย หมู่ที่ 1 ต.หนองช้างใหญ่ อ.ม่วงสามสิบ จ.อุบลราชธานี เป็นสถานที่สำคัญในการรวบรวมสืบสานโบราณวัตถุ และเป็นแหล่งเรียนรู้ในท้องถิ่น เป็นสถานศึกษาชุมชน ซึ่งจะเป็นพลังพัฒนาการศึกษาศิลปวัฒนธรรม  ให้กับประชาชนเยาวชนคนไทยมีความรู้ ความเข้าใจ รักความเป็นไทย นำไปพัฒนาครอบครัว ชุมชนสังคมให้มีความเจริญก้าวหน้าต่อไป

ร.พ.กรุงเทพ สยายปีกคุมภาคอีสาน


น.พ.สุนทร  ศรีทาน.พ.สุนทร ศรีทา ร.พ.กรุงเทพ สยายปีกคุมภาคอีสาน เปิดเกมรุกไล่ซื้อกิจการโรงพยาบาลเอกชนในขอนแก่น อุบลฯ  หลังล่าสุดทุ่ม 540 ล้าน ซื้อร.พ.ปัญญาเวชอินเตอร์ พร้อมเทอีกกว่า 300 ล้าน พลิกโฉมเป็นร.พ.กรุงเทพอุดรธานี เผยรอไฟเขียวขยายการลงทุนสู่เวียงจันทน์สปป.ลาว
            น.พ.สุนทร  ศรีทา  ประธานคณะผู้บริหาร กลุ่ม 4 และกรรมการผู้จัดการโรงพยาบาลกรุงเทพอุดรธานี  เปิดเผยกับ "ฐานเศรษฐกิจ" ว่า หลังจากที่บริษัท กรุงเทพดุสิตเวชการ จำกัด (มหาชน) ได้ซื้อกิจการของโรงพยาบาลปัญญาเวชอินเตอร์ด้วยงบลงทุน า .54 พันล้านบาท พร้อมเปลี่ยนชื่อเป็นโรงพยาบาลกรุงเทพอุดรธานี บริษัทเตรียมใช้งบประมาณอีก 310 ล้านบาท สำหรับปรับปรุงโรงพยาบาลให้เป็นโรงพยาบาลขนาด 120 เตียง โดยเฟสแรกจะปรับปรุงให้เป็นโรงพยาบาลขนาด 70 เตียง  แบ่งเป็นการปรับห้องผู้ป่วยชั้นละ 20 เตียง จำนวน 3 ชั้น รวมเป็น 60 เตียง และห้อง ไอซียู อีก 10  เตียง พร้อมเครื่องมือแพทย์ที่ทันสมัย และจะปรับปรุงดาดฟ้าที่ออกแบบไว้ให้เครื่องบินเฮลิคอปเตอร์สามารถลง-ขึ้น รับ-ส่ง ผู้ป่วยฉุกเฉินให้แล้วเสร็จภายในสิ้นปีนี้
               อย่างไรก็ดี การเข้าซื้อกิจการครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อให้บริการดูแลด้านสุขภาพของประชาชนในภาคตะวันออกเฉียงเหนือเป็นภาคที่มีประชากรมากที่สุดของประเทศ  และเป็นกลุ่มประชาชนที่มีกำลังซื้อและต้องการใช้บริการโรงพยาบาลที่มีความพร้อมในด้านการรักษาและดูแลสุขภาพสะดวก รวดเร็ว แทนการใช้บริการโรงพยาบาลรัฐซึ่งต้องเสียเวลานาน
               ทั้งนี้ที่ผ่านมาพบว่า ในภาคอีสานมีสถานพยาบาลหรือโรงพยาบาลที่มีมาตรฐานการบริการสูงไม่มากนัก พร้อมกับกลุ่มโรงพยาบาลกรุงเทพ ซึ่งมีความชำนาญการและเชี่ยวชาญในธุรกิจนี้มากว่า 40 ปี  เห็นช่องว่างในการเข้ามาเปิดให้บริการรองรับกลุ่มผู้บริโภคที่มีกำลังซื้อจึงตัดสินใจเข้ามาซื้อกิจการ
           "บริษัทเริ่มต้นเข้ามาทดลองลงทุนในธุรกิจโรงพยาบาลในภาคอีสานเมื่อ 4-5 ปีก่อนที่โรงพยาบาลกรุงเทพราชสีมา  และได้รับการตอบรับจากผู้บริโภคด้านสุขภาพที่ดี  หลังจากนั้นก็ขยายไปที่ปากช่อง  ส่วนที่จังหวัดอุดรธานี ถือเป็นเมืองใหญ่ มีศักยภาพและสำคัญอยู่ใกล้กับเมืองหลวงของประเทศ สปป.ลาว  จึงได้ตัดสินใจมาเปิดธุรกิจโรงพยาบาลแห่งใหม่    ที่ผ่านมานั้นลูกค้าในภาคอีสานให้การตอบรับโรงพยาบาลเอกชนดีมาก  ส่วนโรงพยาบาลกรุงเทพอุดรธานีนั้น  ส่วนหนึ่งเตรียมเอาไว้สำหรับลูกค้าที่เป็นชาวต่างชาติที่เดินทางเข้าไปทำงานอยู่ในกรุงเวียงจันทน์ด้วย"
             น.พ.สุนทร กล่าวอีกว่า บริษัทยังมีแผนที่จะขยายธุรกิจโรงพยาบาลในภาคอีสานต่อเนื่อง ทั้งในจังหวัดขอนแก่น และอุบลราชธานี เพราะเป็นจังหวัดที่น่าจะมีโรงพยาบาลเอกชนเข้าไปเปิดโรงพยาบาลเพิ่มขึ้น โดยการลงทุนจะมีทั้งแบบเข้าไปซื้อกิจการเพื่อบริหารต่อ และซื้อที่ดินเพื่อก่อสร้าง นอกจากนี้บริษัท ยังมีแผนที่เข้าไปเปิดกิจการในกรุงเวียงจันทน์ สปป.ลาว  โดยเบื้องต้นจะเป็นการลงทุนในรูปแบบของโพลีคลินิก เป็นคลินิกเครือข่าย  ส่วนการเข้าไปลงทุนเต็มรูปแบบเป็นธุรกิจโรงพยาบาลเลยนั้น กำลังมีการศึกษากฎระเบียบและกฎหมายการลงทุนด้านสุขภาพอยู่ว่าเป็นอย่างไร  ซึ่งหากว่ากฎหมายเอื้ออำนวยก็อาจจะเข้าไปลงทุนเป็นโรงพยาบาลขนาด 50 เตียง ซึ่งเป็นโรงพยาบาลที่เหมาะสมในด้านต่างๆ
               สำหรับบริษัท กรุงเทพดุสิตเวชการ จำกัด(มหาชน) ดูแลธุรกิจโรงพยาบาลทั้งหมดรวม 29 แห่ง ประกอบไปด้วยโรงพยาบาลในประเทศไทย 27 แห่ง และอีก 2 แห่งอยู่ในเสียมเรียบ และกรุงพนมเปญ  ประเทศกัมพูชา
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจฉบับที่ 2,768  23-25  สิงหาคม พ.ศ. 2555

'ก๊าซซีบีจี'ทางรอดประเทศไทย

ภายใต้แผนพัฒนาพลังงานทดแทน 10 ปี(2555-2564) ที่ผ่านมาความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรีไปแล้ว โดยมีเป้าหมายที่จะหาเชื้อเพลิงใหม่มาทดแทนการใช้น้ำมันดีเซลลงให้ได้ 25 ล้านลิตรภายในปี 2564 กำลังเป็นโจทย์ใหญ่และความท้าทายของกระทรวงพลังงาน ที่จะดำเนินงานไปสู่เป้าหมายได้มากน้อยเพียงใด เนื่องจากเวลานี้ยังไม่มีความชัดเจนว่า เชื้อเพลิงใหม่ที่จะมาทดแทนน้ำมันดีเซลนั้นจะมาจากประเภทใด เพราะปาล์มน้ำมันที่จะมาผลิตไบโอดีเซล ก็ยังประสบปัญหาขาดแคลนอยู่ทุกปี ขณะที่การวิจัยพัฒนาสาหร่ายน้ำมัน ยังไม่เห็นการผลิตในรูปเชิงพาณิชย์ออกมา และคาดว่าจะต้องใช้เวลาอีกหลายปีกว่าจะได้เห็นในเชิงรูปธรรม
แต่ความคาดหวังหนึ่งที่มีทางเป็นไปได้ และกระทรวงพลังงานพยายามผลักดัน ในการหันไปพึ่งก๊าซเอ็นจีวีใช้สำหรับรถยนต์ ที่ในแต่ละปีมีอัตราการเติบโตค่อนข้างมาก ปัจจุบันมีการใช้อยู่ในระดับ 7,800 ตันต่อวัน ที่ส่วนใหญ่ถูกนำไปใช้ในรถบรรทุกขนาดใหญ่ แต่มีปัญหาตามมาว่า โครงสร้างราคาที่เป็นอยู่ 10.50 บาทต่อกิโลกรัม ยังไม่สะท้อนต้นทุนที่แท้จริง ทำให้บริษัท ปตท.จำกัด(มหาชน) ชะลอการขยายสถานีบริการเอ็นจีวีออกไป ส่งผลให้เกิดปัญหาการขาดแคลนอยู่ ยังกระจายไม่ทั่วถึงในหลายพื้นที่ โดยเฉพาะพื้นที่ที่อยู่ไกลจากแนวท่อส่งก๊าซธรรมชาติ
++ดันก๊าซ ซีบีจีเป็นทางรอด 
สำหรับทางออกในเรื่องนี้ ทางสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน(สนพ.) พยายามที่จะส่งเสริมให้มีการใช้ก๊าซเอ็นจีวีให้มากขึ้นและกระจายอยู่ตามพื้นที่ห่างไกล เพื่อลดต้นทุนค่าขนส่งก๊าซเอ็นจีวีอันเป็นต้นทุนที่สำคัญ จึงได้ริเริ่มจัดทำโครงการนำก๊าซชีวภาพมาอัดในรูปของก๊าซซีบีจี ซึ่งมีคุณสมบัติเทียบเท่าก๊าซเอ็นจีวีหรือซีเอ็นจีวีขึ้นมา
นายสุเทพ เหลี่ยมศิริเจริญ ผู้อำนวยการสนพ.ชี้ให้เห็นว่า โครงการดังกล่าว เวลานี้กำลังได้รับความสนใจจากทั่วโลก โดยเฉพาะที่เยอรมนีมีการตั้งโรงงานผลิตซีบีจีจาการนำพืชมาหมักเป็นก๊าซชีวภาพและนำมาอัดเป็นซีบีจีกว่า 7.2 พันแห่ง แต่ละแห่งผลิตก๊าซซีบีจีขนาดเล็กสุดได้ 3 ตันต่อวัน หรือกว่า 2 หมื่นตันต่อวัน หากประเทศไทยสามารถส่งเสริมการตั้งโรงงานได้จำนวนมาก ก็จะทำให้แผนการจัดหาเชื้อเพลิงใหม่มาแทนน้ำมันดีเซลบรรลุเป้าหมายได้ง่ายขึ้น เพราะเวลานี้การผลิตซีบีจีในไทยประสบความสำเร็จแล้ว จากที่กองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน ได้ให้งบสถาบันวิจัยและพัฒนาพลังงานนครพิงค์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ไปทำการวิจัยจนประสบความสำเร็จ และนำไปต่อยอดวิจัยร่มกับบริษัท เชียงใหม่เฟรชมิลค์ฟาร์ม จำกัด ตั้งอยู่อำเภอบ้านโฮ่ง จังหวัดลำพูน ที่นำก๊าซชีวภาพที่ได้จากมูลวัวในฟาร์มจำนวนประมาณ 3,500 ตัว หรือนำก๊าซชีวภาพที่ได้วันละ 1.7-2 พันลูกบาศก์เมตร มาอันเป็นก๊าซซีบีจีได้วันละประมาณ 100 กิโลกรัมต่อวัน โดยมีต้นทุนอยู่ที่ประมาณกิโลกรัมละ 13 บาท ซึ่งสามารถนำไปใช้ได้กับเครื่องจักรอุปกรณ์ทางการเกษตรได้อย่างไม่มีปัญหา รวมถึงรถยนต์กระบะที่ใช้ในฟาร์มด้วย ซึ่งล่าสุดทางมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ อยู่ระหว่างการหารือกับทางบมจ.ปตท.ที่จะนำโครงการดังกล่าวไปต่อยอด เพื่อผลิตก๊าซซีบีจีไปสู่เชิงพาณิชย์มากขึ้น โดยมีขนาดกำลังการผลิต 3 ตันต่อวันขึ้นไป 
++เอกชนรุกเข้าสู่เชิงพาณิชย์ 
นอกจากโครงการต้นแบบแล้ว เวลานี้มีภาคเอกชนที่มีความสนใจที่จะขยายโครงการนี้ออกไปให้แพร่หลาย อย่างบริษัท ยูนิเวอร์แซล แอดซอร์บเบ้นท์ แอนด์ เคมิคัลส์ จำกัด(มหาชน) ได้ก่อสร้างผลิตก๊าซซีบีจีในเชิงพาณิชย์ได้แล้ว โดยเป็นการนำหญ้าเลี้ยงช้างมาหมักร่วมกับน้ำเสียจากมูลสุกร สามารถผลิตก๊าซชีวภาพได้ประมาณ 6 ตันต่อวัน และพร้อมจะส่งจำหน่ายให้กับบริษัท ปตท.จำกัด(มหาชน)ได้ไม่เกินเดือนกันยายนปีนี้
นายกิตติ ชีวะเกตุ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ยูนิเวอร์แซล แอดซอร์บเบ้นท์ แอนด์ เคมิคัลส์ จำกัด(มหาชน) กล่าวว่า ทางบริษัทได้รับงบสนับสนุนการวิจัย 15 ล้านบาท จากกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน (พพ.) ร่วมกับศูนย์วิจัยพลังงาน มหาวิทยาลัยแม่โจ้ มาจัดทำโครงการพัฒนาก๊าซชีวภาพจากฟาร์มสุกรเพื่อการคมนาคมขึ้นมา เพื่อติดตั้งระบบผลิตก๊าซซีบีจี ที่ อ.แม่แตง จ.เชียงใหม่ มูลค่าการลงทุนรวม 110 ล้านบาท 
โดยโรงงานดังกล่าวเป็นการนำน้ำเสียจากฟาร์มสุกรที่อยู่ใกล้เคียงวันละประมาณ 10 ตัน มาหมักร่วมกับหญ้าเลี้ยงช้างวันละ 23 ตัน ซึ่งสามารถผลิตเป็นก๊าซซีบีจีได้ถึง 6 ตันต่อวัน แต่โรงงานแห่งนี้ออกแบบการผลิตไว้ได้ถึง 9 ตันต่อวัน ขึ้นอยู่กับปริมาณวัตถุดิบที่มีอยู่ ซึ่งเวลานี้ได้ทำสัญญาซื้อขายก๊าซซีบีจีกับทางบมจ.ปตท.ไปแล้วในราคา 16 บาทต่อกิโลกรัม นำไปป้อนให้กับสถานีบริการได้ 1 แห่ง ในจังหวัดเชียงใหม่ ที่สามารถรองรับรถยนต์ได้ 500 คันต่อวันหรือรองรับรถบรรทุกขนาดใหญ่ได้ 40 คันต่อวัน ซึ่งจะช่วยให้บมจ.ปตท.ไม่ต้องแบกรับภาระค่าขนส่งจำนวนมาก เพราะหากเทียบกับการขนส่งก๊าซเอ็นจีวีจากอำเภอแก่งคอยขึ้นมาที่จังหวัดเชียงใหญ่แล้ว เอ็นจีวีที่จะจำหน่ายจะตกอยู่ที่ประมาณ 20 บาทต่อกิโลกรัม
อีกทั้ง โครงการนี้นอกจากเป็นการช่วยลดการนำเข้าพลังงานจากต่างประเทศแล้ว ยังช่วยส่งเสริมเกษตรกรให้มีรายได้จากการปลูกหญ้าเลี้ยงช้าง ที่รับซื้อในราคากิโลกรัมละ 1 บาท หากเกษตรกรปลูกหญ้าเลี้ยงช้าง 1 ไร่ จะได้ผลผลิต 8-17 ตันต่อไร่ และใน 1 ปีตัดได้ 6 ครั้ง เป็นรายได้ดีกว่าการปลูกข้าวในเวลานี้
นายกิตติกล่าวเสริมอีกว่า จากความสำเร็จดังกล่าว ทางบริษัทมีแผนที่จะลงทุนทำโรงงานผลิตซีบีจีที่เป็นการหมักจากหญ้าเลี้ยงช้างทั้งหมด ส่งป้อนให้กับบมจ.ปตท.อีก 5 แห่ง ขนาดแห่งละ 6 ตันต่อวัน อยู่ในจังหวัดขอนแก่น 4 แห่ง และในจังหวัดอุบลราชธานี 1 แห่ง ใช้เงินลงทุนแห่งละประมาณ 110 ล้านบาท ซึ่งการขยายโรงงานผลิตซีบีจีไปตั้งที่ต่างๆนั้น ต้องขึ้นอยู่กับพื้นที่การปลูกหญ้าเลี้ยงช้างว่าอยู่ตามพื้นที่ไหนบ้าง หากเป็นไปตามแผนคาดว่าทั้ง 5 แห่ง จะสามารถเริ่มดำเนินการได้ตั้งแต่ปีหน้าเป็นต้นไป
++จัดทำแผนดันสู่นโยบาย
นายสุเทพ กล่าวเสริมว่า จากความสำเร็จของโครงการซีบีจีที่เกิดขึ้น ทางสนพ.เตรียมที่จะจัดทำแผนหรือมีเป้าหมายที่แน่ชัดในการส่งเสริมการผลิตก๊าซซีบีจีออกมาในช่วงปลายปีนี้หรืออย่างช้าต้นปีหน้า เพื่อนำเข้าสู่การพิจารณาของคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ(กพช.)ที่มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน เพื่อเป็นนโยบายการส่งเสริมให้มีการผลิตก๊าซซีบีจีในระดับวงก้าวมากขึ้นและขยายผลได้เร็วขึ้น ซึ่งจะต้องมาดูว่าจะสนับสนุนในรูปแบบใด อย่างการให้เงินส่วนเพิ่มหรือ แอดเดอร์ กับโครงการ เพื่อเป็นการจูงใจให้กับผู้ผลิตซีบีจี เพราะถือว่าเป็นการผลิตพลังงานทดแทนอย่างหนึ่ง เหมือนกับที่เวลานี้ให้แอดเดอร์สำหรับการผลิตก๊าซชีวภาพนำไปผลิตไฟฟ้าอยู่ที่ 30 สตางค์ต่อหน่วย หรือการใช้วงเงินสนับสนุนจากภาครัฐไม่เกิน 10 % ของมูลค่าโครงการ รวมถึงการให้สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำกับผู้ประกอบการ เป็นต้น เพราะเวลานี้เองการผลิตก๊าซชีวภาพเพื่อนำไปผลิตไฟฟ้าใช้กันอย่างแพร่หลาย หากผู้ประกอบการสนใจนำมาผลิตเป็นซีบีจี ก็จะช่วยให้เกิดการใช้ก๊าซซีบีจีสำหรับยานยนต์มากขึ้นตามไปด้วย

จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจฉบับที่ 2,767 19-22 สิงหาคม พ.ศ. 2555