วันอังคารที่ 2 ตุลาคม พ.ศ. 2555

สวนสัตว์อุบลเผยโฉมก่อนสิ้นปี




..................นายสัตวแพทย์วันชัย ตันวัฒนะ ผู้อำนวยการสวนสัตว์อุบลราชธานี ได้กล่าวถึงความคืบหน้าดำเนินการด้านสวนสัตว์อุบลราชธานีว่าก่อนหน้าเมื่อหลายปีที่ผ่านมา สวนสัตว์ที่นี่ได้มีการยกระดับฐานะขึ้นเป็นสวนสัตว์ระดับประเทศที่ได้เริ่มดำาเนินการตั้งแต่ปี 2550 เกิดติดขัดเรื่องงบประมาณเมื่อปีที่ผ่านมา ทำาให้โครงการต้องเลื่อนล่าช้าออกไปเล็กน้อย และต่อเนื่องปีนี้ 2555 ได้งบประมาณเข้ามาปรับปรุงพัฒนาราว 50 ล้านบาทขึ้นก่อน และต่อเนื่องถึงปีหน้า 2556 ในงบประมาณใกล้เคียงกันนี้ จุดที่ตั้งของสวนสัตว์อุบลราชธานีอยู่บริเวณที่เรียกว่า"ดงฟ้าห่วน" เป็นป่าผืนใหญ่ที่ยังหลงเหลืออยู่ สภาพเป็นป่าดงดิบสมบูรณ์ที่สุดชานเมืองอุบลฯ อยู่ห่างจากตัวเมืองอุบลฯ ราว 10 กว่า ก.ม เท่านั้น มีทางเข้าถึง 2 ทางคือ ถนนแจ้งสนิท อยู่เลยที่ตั้งศูนย์ราชการ ก่อนถึงอาคารศาลากลาง จ.อุบลหลังใหม่ และถนนชยางกูร อยู่ในระหว่างการปรับถนนทางเข้า มีพื้นที่ทั้งหมดมากถึง 1,217 ไร่ เป็นที่ดินสาธารณะประโยชน์ของทางราชการที่สงวนไว้ เป็นหน่วยงานของรัฐวิสาหกิจในสังกัดขององค์การสวนสัตว์แห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติสิ่งแวดล้อม ปัจจุบันคือสวนสัตว์ดุสิตกทม.-เชียงใหม่-เขาเขียวชลบุรี-สงขลา-นครราชสีมา-เขาสวนกวางขอนแก่น- และดงฟ้าห่วนอุบลราชธานีที่อยู่ในระหว่างเร่งดำเนินการสิ่งสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานของสวนสัตว์ต่างๆ โดยรอบ ให้กลมกลืนกับสภาพอยู่เดิมของป่าสมบูรณ์ได้มากที่สุด และเริ่มนำสัตว์บางชนิดเข้ามาในพื้นที่บ้างแล้ว เพื่อให้เคยชินกับสภาพพื้นที่ เช่น สัตว์ตระกูลกลาง และช้างเป็นต้น เริ่มทำการทดลองเปิดให้ชมอย่างไม่เป็นทางการได้ในช่วงเดือนธันวาคม ต้นเดือนมกราคม 56 ที่จะพร้อมรับได้บางส่วนแล้ว โดยเฉพาะรอบสื่อมวลชน เพื่อนำข่าวออกไปเผยแพร่ประชาสัมพันธ์ให้โดยช่วงแรกๆ ถือว่าเป็นช่วงโปรโมชั่นเหมือนกิจการอื่นทั่วไป คือการเข้าชมฟรีก่อนรวมไปถึงการเก็บค่าชมครึ่งราคาเพื่อเรียกน้ำย่อย สำหรับสัตว์นำมาโชว์ให้ชมก่อนในชุดแรกเริ่ม เป็นสัตว์พื้นฐานทั่วไปของสวนสัตว์ คือเสือ-สิงห์โต-กระทิง-แรด จากทวีปอาฟริกาเป็นม้าลาย-นกกระจอกเทศ-ยีราฟ-กวางดาว- จระเข้ เป็นต้น กำหนดเปิดอย่างเป็นทางการไว้ราวกลางปีหน้า 2556 ที่จะมีสัตว์ให้ชมครบครัน ประมาณ 200 ชนิดตามมาตรฐานเดียวกันทั่วไทยทุกแห่ง ดูที่นี่หรือที่แห่งอื่นเหมือนกันกำาหนดค่าชมเหมือนกันกับแห่งอื่นทั่วไทย คือคนละ 70 บาท เด็ก 15บาทจอดรถทางด้านหน้าเหมือนกับหลาย ๆ กิจการ แล้วนั่งรถบริการคล้ายรถกอล์ฟคันยาวนั่งฟรีชมโดยรอบความยาว4กม. ประมาณ 40 นาที อดใจรออีกนิดก่อนสิ้นปีได้เริ่มเห็นโฉม สำาหรับสวนสัตว์ใหญ่มาตรฐาน แห่งแรกแห่งเดียวในอีสานล่างนี้ รวมถึงในแถบประเทศใกล้เคียงแถบอินโดจีน มีที่นี่แห่งเดียวขานรับประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนหรือAECปี58 ทันท่วงที ปัจจุบันมีอัตรากำลังเจ้าหน้าที่ราว30คน ปฏิบัติการฝ่ายต่างๆ ที่จะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เต็มที่ราว160คน ผอ.วันชัยกล่าว

ทุบอาคารพาณิชย์18ห้องรับตลาดใหญ่โฉมใหม่’56



วารสารข่าวหอการค้าจังหวัดอุบลราชธานี

ประจำเดือนกันยายน 2555

.................นายสมชาติ ทองประเสริฐ เจ้าของกิจการ “ร้านสมชาติพานิช” ขายของชำาโชว์ห่วย อยู่ตึกแถวอาคารพาณิชย์หน้าตลาดใหญ่อยู่ในเมืองอุบลฯ ได้กล่าวว่า ร้านของตนเองเป็น 1 ในหลายร้านแถบนี้ทั้งหมด ซึ่งมีอยู่ 18 ห้อง (18 คูหา) รวม 16 เจ้าของ เพราะบางห้องทะลุถึงกันเป็นห้องเดียว โดยกล่าวว่าตึกอาคารพาณิชย์ดังกล่าวทั้งหมดนี้ ที่เริ่มจากร้านหัวมุมร้านแรก ตรงข้ามกับโรงแรมศรีอีสาน คือ ร้านทองเบ๊ฮั่วแซ ถึงร้านสุดท้ายคือร้านกิมฮงขายของชำ เป็นที่ดินราชพัสดุเทศบาลนครอุบลฯ เป็นผู้ครอบครองดูแลและจัดหาผลประโยชน์ค่าเช่าเข้าเทศบาล แต่ละห้องกว้าง 4 เมตร ยาว 15 เมตร สภาพพื้นที่เดิมแต่เก่าก่อนว่างเปล่า ต่อมาเมื่อประมาณปี พ.ศ. 2500 ทางเทศบาลได้ริเริ่มการก่อสร้างตลาดใหญ่ หรือตลาดสดเทศบาล 3 และทางกลุ่มพ่อค้าของตนเอง ได้ขอเช่าที่ดินด้านหน้าตลาดใหญ่คือตรงนี้จากทางเทศบาลเพื่อขึ้นอาคารพาณิชย์ ดำาเนินการก่อสร้างเอง ค่าก่อสร้างประมาณห้องละ 1 แสนกว่าบาท ณ เวลานั้น (ผ่านมา 50 กว่าปีแล้ว) ด้วยสัญญาการเช่าที่ดิน 3 ปี ต่อสัญญา 1 ครั้ง ต่อมาระยะหลังราว 10 ปีที่ผ่านมา ทำาสัญญาเช่าปีละครั้ง (ปีต่อปี) ค่าเช่าเพิ่มขึ้นปีละ 5% เฉลี่ยเสียค่าเช่าห้องละประมาณ 6 หมื่นบาท และเมื่อปีที่แล้ว 2554 ทางเทศบาลได้บอกยกเลิกสัญญาการเช่าทั้งหมด ไม่ต่อสัญญาให้และบอกว่ามีโครงการที่จะทุบตึกอาคารนี้ทั้งหมด โดยให้เหตุผลว่า เป็นตึกอาคารเก่าแก่สร้างมานาน 50 กว่าปีแล้วหมดสภาพ พร้อมกับการสร้างตึกอาคารพาณิชย์แห่งใหม่ให้เป็นที่รองรับซึ่งอยู่ใกล้เคียงกันด้านหลังของตึกอาคารนี้ที่กำลังเร่งการก่อสร้างอยู่ ด้านหน้ากว้า 4 เมตร ยาว 12 เมตร สูง 3 ชั้น รวม 18 ห้องให้สิทธิผู้อยู่ที่เดิมตรงนี้ก่อน แต่หากผู้อยู่เดิมไม่รับ จึงจะให้สิทธิผู้อื่นที่ต้องการต่อไป ส่วนรายละเอียดต่าง ๆ ในการเช่ายังไม่ได้ชี้แจง ให้อยู่ในระหว่างการเตรียมตัว หากสร้างเสร็จพร้อมเข้าอยู่ได้ทันที คาดว่าประมาณปีหน้า 56 นี้ ซึ่งช่วงนี้จากปีใหม่มกราคม 55 ที่ผ่านมา ยังไม่มีการเก็บค่าเช่าแต่อย่างใดให้อยู่ฟรีมาหลายเดือนแล้ว นายสมชาติ กล่าว.

ทางด้านนายประพนธ์ โชควิวัฒวนิช รองนายกเทศมนตรีนครอุบลราชธานี ได้กล่าวว่าแผนการปรับปรุงพัฒนาตลาดใหญ่หรือตลาดสดเทศบาล 3 ดำเนินการอย่างต่อเนื่อง ทั้งตัวอาคารตลาดเองและโดยรอบข้าง เพื่อให้ดียิ่ง ๆ ขึ้น เริ่มจากการดำเนินการสานต่อตัวอาคารตลาด ในชั้น 2 และชั้น 3 ที่ค้างคาอยู่ ได้ตั้งงบประมาณราว 40 ล้านบาท พัฒนาครั้งใหญ่ในทุกระบบ ชัดเจนที่ชั้น 2 จะมีประตูหน้าต่างมิดชิด ติดเครื่องปรับอากาศยาวตลอด กำาหนดให้เป็นที่รองรับการประชุมสัมมนางานมงคลสังสรรค์ต่าง ๆ สำหรับประชาชนทั่วไปที่จะมาขอใช้บริการอีก 1 ทางเลือกส่วนชั้น 3 ปรับเป็นพื้นที่ใช้สอยเอนกประสงค์ในงานต่าง ๆ เริ่มดำเนินการแล้ววันนี้ก่อนสิ้นปี 55 นี้ ได้เป็นโฉมใหม่สำหรับตลาดใหญ่แห่งนี้ ส่วนทางอาคารพาณิชย์ซึ่งอยู่ทางด้านหน้าเนื่องจากเป็นตึกอาคารที่สร้างมานานกว่า 50 ปีทรุดโทรมมากตามสภาพมีโครงการที่จะทุบทิ้ง โดยสร้างอาคารพาณิชย์รูปทรงทันสมัยขึ้นใหม่ทดแทนให้ใกล้ที่เดิมด้านหลังจำานวน 18 ห้อง ให้สิทธิ์ผู้อยู่เดิมเข้าจับจอง เป็นห้องขนาด 4 x 12 เมตร 3 ชั้น งบประมาณการก่อสร้าง 20 ล้านบาท เฉลี่ยห้องละ 1 ล้านกว่าบาท กำหนดแล้วเสร็จต้นปี 2556 นี้ ส่วนรายละเอียดต่าง ๆ เป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดของทางการ แบบว่าทุกฝ่ายรับได้ ส่วนภายหลังที่ดำเนินการทุบทิ้งแล้ว บริเวณนี้จะเป็นลานกว้างเอนกประสงค์ ไม่มีสิ่งปลูกสร้างใด ๆ ได้เห็นโฉมตลาดใหญ่ที่สวยงาม

เผยโฉมถนนเลี่ยงเมืองวงแหวนรอบที่ 2-3 จ.อุบลราชธานี


วารสารข่าวหอการค้าจังหวัดอุบลราชธานี

ประจำเดือนกันยายน 2555


.......................ขยายความเรื่องเดิมเสนอ ค.ร.ม. เห็นชอบ อ้างถึงการจราจรแออัดต้องขยับขยาย วาดแผนวง 2 ยาว 83 กม. วง 3 ยาว 135 กม. เชื่อมต่อ 2 เมืองอุบลฯ และวารินชำราบ 

สืบเนื่องจากเมื่อวันที่ 28 มิ.ย. 55 ที่ผ่านมา ณ อาคารศูนย์โอทอปถนนแจ้งสนิท (สี่แยกหอนาฬิกาหน้าราชภัฏอุบล) นายนิมิต สิทธิไตรย์ ประธาน

หอการค้าอุบล เข้าร่วมประชุมคณะกรรมการความร่วมมือภาครัฐและเอกชน เพื่อแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจจังหวัดอุบล หรือที่เรียกว่าการประชุม กร. จ. อุบล โดยมีนายสุรพล สายพันธ์ ผู้ว่าอุบลประธานการประชุม

โครงการดำเนินการก่อสร้างถนนวงแหวนเลี่ยงเมืองอุบล และเมืองวารินชำราบ เป็น 1 ในหลายเรื่องที่สำคัญเข้าสู่ที่ประชุม โดยสำนักงานโยธาธิการและผังเมืองจังหวัดอุบล ได้กล่าวถึงความเป็นที่ได้ดำเนินการจัดทำรายละเอียดของโครงการนี้ นำเสนอต่อที่ประชุม ถึงแนวถนนวงแหวนเลี่ยงเมืองวงที่ 2 และต่อเนื่องวงที่ 3 มีรายละเอียดสาระที่สำคัญดังนี้

เริ่มจากเรื่องแรกถนนวงแหวนเลี่ยงเมืองวงที่ 2 ซึ่งก่อนหน้าเมื่อหลายปีที่ผ่านมา ทางกรมทางหลวงได้ดำเนินการแล้วเสร็จในวงแรกที่ 1 แล้วเสร็จเป็นถนน 4 เลนถึงปัจจุบันซึ่ง สภาพการปัจจุบันมีการสัญจรไปมาของยวดยานต์ต่าง ๆ หนาแน่นขึ้นมาก บางช่วงติดขัดมาก จำเป็นต้องมีการดำเนินการวางแผนในวงที่ 2 ต่อเนื่องขึ้น รองรับการเติบโตในอนาคตได้ทันท่วงที

สำหรับถนนวงแหวนที่ 2 นี้ กำหนดระยะทางไว้ราว 83 ก.ม. งบประมาณราว 2,490 ล้านบาท เป็นถนนเชื่อมต่อระหว่าง 2 เมืองเหมือนวงแรก คือเมืองอุบลฯ และเมืองวารินชำราบเหมือนเดิม เริ่มจากช่วงถนนวาริน-ศรีสะเกษ จุดตัดอยู่ที่ เขตบ้านดอนชาด-ช่วงถนนวาริน-สำโรง (ทางไป อ.กันทรลักษ์) บริเวณบ้านคอนสาย-ช่วงถนนวาริน-เดชอุดม บริเวณบ้านศรีไค (ใกล้กับม.อุบล) - ช่วงถนนวาริน-พิบูล บริเวณบ้านท่าช้าง - ช่วงถนนอุบล-ตระการฯ ที่บ้านไร่น้อย - และสุดท้ายช่วงถนนอุบล-ม่วงสามสิบ ที่บ้านหนองไฮวงแหวนที่ 3 สุดท้ายโครงการที่วางไว้ ระยะทางไกลถึง 135 ก.ม งบประมาณดำเนินการ 4,050 ล้านบาท

ช่วงถนนวาริน-ศรีสะเกษ ที่บ้านราษฎร์สำราญ -ช่วงถนนวาริน-สำโรง (ทางออก อ.กันทรลักษ์) ที่บ้านบอน

-ช่วงถนนวาริน-เดชอุดมที่บ้านโนนใหญ่

-ช่วงถนนวาริน-พิบูลฯ ที่บ้านคำนกเปล้า

-ช่วงถนนอุบล-ตาลสุม ที่บ้านผาแก้ว

-ช่วงถนนอุบล-ตระการ ที่บ้านดอนสะแบง

-ช่วงถนนอุบล-ม่วงสามสิบ(ถนนชยางกูร) ที่บ้านเชียงมอง

-และสุดท้ายถนนอุบล-เขื่องใน(ถนนแจ้งสนิท) ที่บ้านดอนชี เป็นต้น
ทางด้านนายชวลิต องควานิช ประธานกรรมการที่ปรึกษาหอการค้าอุบล ได้กล่าวขยายความถึงเรื่องนี้ว่า ทางหอการค้าอุบลด้วยความเห็นชอบจากทางจังหวัดได้ร่วมกันจัดทำโครงการตามมติการประชุมกลั่นกรอง เพื่อขอรับการสนับสนุนในการประชุม ครม. สัญจรที่จังหวัดสุรินทร์ เมื่อวันที่ 29-30 ก.ค 55 ที่ผ่านมานั้น ได้การตอบรับจากที่ประชุมครั้งนั้น ซึ่งเรื่องโครงการก่อสร้างถนนวงแหวนเลี่ยงเมือง รอบที่ 2 และรอบที่ 3 นั้น เป็น 1 ในหลายเรื่องที่ทางจังหวัดอุบลได้นำเสนอ ผ่านทางเลขาธิการคณะกรรมการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ถึงท่านนายกรัฐมนตรี น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ที่รับว่าจะดำเนินการสานต่อเป็นรูปธรรม ยิ่งๆขึ้นไป สำรับโครงการนี้ที่เป็นโครงการเร่งด่วนในการนำเสนอต่อที่ประชุมความคืบหน้าจะนำเสนอให้ทราบทุกระยะ

วันจันทร์ที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2555

เทศบาลตำบลคำน้ำแซบ ประกาศผลหมู่บ้านเศรษฐกิจพอเพียง


 เทศบาลตำบลคำน้ำแซบ ประกาศผลการประกวดหมู่บ้านเศรษฐกิจพอเพียง พร้อมจัดงานมหกรรมแสดงผลงานหมู่บ้านเศรษฐกิจพอเพียง ประจำปี 2555
               ( 28 ก.ย. 55 ) ที่สำนักงานเทศบาลตำบลคำน้ำแซบ อำเภอวารินชำราบ จังหวัดอุบลราชธานี นายสุเมธ ตรีศูลรัตน์ นายกเทศมนตรีตำบลคำน้ำแซบ เป็นประธานในพิธีมอบรางวัลการประกวดหมู่บ้านเศรษฐกิจพอเพียง และเปิดงานมหกรรมแสดงผลงานหมู่บ้านเศรษฐกิจพอเพียง ประจำปี 2555 ซึ่งจัดขึ้นเพื่อเป็นการเฉลิมพระเกียรติเนื่องในวโรกาสที่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ทรงเจริญพระชนมพรรษาครบ 80 พรรษา เป็นการกระตุ้นให้ประชาชนเล็งเห็นความสำคัญในการนำหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง มาเป็นแนวทางการดำรงชีวิตประจำวัน เพิ่มรายได้ ลดรายจ่าย
สำหรับผลการประกวดหมู่บ้านเศรษฐกิจพอเพียง ตำบลคำน้ำแซบ ชนะเลิศ ได้แก่ บ้านคำนางรวย หมู่ 10 ได้รับเงินรางวัล 3,500 บาท พร้อมถ้วยรางวัลและประกาศเกียรติคุณ รองชนะเลิศอันดับ 1 บ้านคำนางรวย หมู่ 3 รับเงินรางวัล 3,000 บาท พร้อมใบประกาศเกียรติคุณ รองชนะเลิศอันดับ 2 บ้าน เพียเภ้า หมู่ 4 รับเงินรางวัล 2,500 บาท พร้อมใบประกาศเกียรติคุณ รางวัลชมเชย ได้แก่ บ้านท่าข้องเหล็ก หมู่ 1 , บ้านท่าข้องเหล็ก หมู่ 8 , บ้านท่าข้องเหล็ก หมู่ 9 ,บ้านโพธิ์มูล หมู่ 2 , บ้านช่างหม้อ หมู่ 5 , บ้านนิมิตใหม่พัฒนา หมู่ 6 และบ้านคำนางรวย หมู่ 7

นรข.อุบลฯ รวบหนุ่มไทยลักลอบส่งไม้พะยูงข้ามโขง


 เมื่อเวลา 05.30 น. วันที่ 29 กันยายน น.อ.สุทัศน์ อิ่มอุไร ผบ.หน่วยเรือรักษาความสงบเรียบร้อยตามลำแม่น้ำโขง(นรข) เขตอุบลราชธานี นำกำลังออกลาดตระเวนโดยทางเรือ ไปตามลำแม่น้ำโขงภายในเขตรับผิดชอบ ถึงบริเวณ ท่าข้ามน้ำโขงหน้าวัด บ.นาแวง ต.นาแวง อ.เขมราฐ จ.อุบลราชธานี พบกลุ่มคนประมาณ ร่วม 10 คน กำลังขนท่อนไม้เข้าสู่เรือหางยาวลำใหญ่ จึงได้ส่งสัญญาณพร้อมเร่งเครื่องเรือเพื่อจะแสดงตัวตรวจค้น ทำให้กลุ่มผู้คนต่างพากันตกใจ รีบวิ่งขึ้นไปบนฝั่งทันที และอาศัยฟ้าสลัวในตอนรุ่งสางพรางตัวหลบหนีไปได้ ส่วนอีกคนออกจากเรือไม่ทัน จนท.จึงจับกุมตัวไว้ สอบสวนทราบว่า ชื่อนายบุญทวี อายุ 20 ปี อยู่ต.นาแวง อ.เขมราฐ จ.อุบลราชธานี พร้อมกับไม้พะยูง ชนิดกลมและเหลี่ยม ยาว 2 เมตร จำนวน 26 ท่อน อยู่บนเรือบรรทุกลำใหญ่ เตรียมขนย้ายไปสู่ประเทศเพื่อนบ้าน จึงได้ควบคุมตัวมาสอบสวน

               ในชั้นจับกุม ผู้ต้องหารับว่า มี ท้าวหล่าน ชาวลาว อยู่บ้านท่าหลวง เมืองสองคอน แขวง สะหวันนะเขต สปป.ลาว เป็นเจ้าของเรือ บอกว่า ได้รับจ้างมาจากท้าวโกสี อายุ 30 ปี ชาวบ้านแก้งกอก เขตเมืองสองคอน พื้นที่เดียวกัน จ้างให้มารับไม้ โดยมีพ่อค้าชาวไทยเป็นผู้นำมาส่งถึงท่าน้ำแห่งนี้ ตนกับท้าว หล่าน ซึ่งหลบหนีไปได้ มีหน้าที่นำไม้ไปส่งถึงท่าน้ำบ้าน ท่าหลวง ซึ่งอยู่ฝั่งตรงข้ามกัน ด้วยค่าจ้าง คนละ 1 พันบาท รับเคยทำมาบ้างแล้วหลายครั้ง เพราะต้องการหาเงินไว้แต่งงาน จนท.จึงแจ้งข้อหาให้ทราบ พร้อมนำตัวส่ง พนักงานสอบสวน สภ.เขมราฐ ดำเนินคดี ส่วนของกลางแยกนำส่งมอบให้กับ ด่านศุลกากรเขมราฐ ดำเนินการตามขั้นตอนต่อไป

               น.อ.สุทัศน์ กล่าวว่า ไม้เหล่านี้ จะต้องเป็นไม้ที่นำมาต่างถิ่น แต่มาอาศัยน่านน้ำแห่งนี้เป็นที่ลักลอบในการส่งไม่ออกนอกราชอาณาจักร และเป็นตลาดซื้อขาย หากนำส่งถึงท่าน้ำฝั่งประเทศลาวแล้ว ราคา จะตกประมาณ 1 ล้านบาท

คนริมโขงอีสานวิจัย หวั่นเขื่อนมาโขงป่วย คนล้มละลาย สิ่งแวดล้อมพัง!


   ผลศึกษาชุมชนลุ่มน้ำโขง 7 จังหวัดอีสาน พบมูลค่าทางเศรษฐกิจท้องถิ่น,คุณค่าทางวัฒนธรรม,ความมั่นคงทางอาหาร,ทรัพยากรธรรมชาติ มหาศาล หวั่นเขื่อนมาโขงป่วย คนล้มละลาย สิ่งแวดล้อมพัง!
               5 เครือข่ายภาคประชาสังคมจับมือนำเสนองานวิจัยชาวบ้านพบมูลค่าและคุณค่าบนชุมชนริมแม่น้ำโขงมหาศาล หลังเขื่อนจีนผุด,ภูมิอากาศเปลี่ยนเริ่มกระทบชีวิตและสิ่งแวดล้อม หวั่นหากเพิ่มเขื่อนบ้านกุ่ม,เขื่อนไซยบุรีชาวบ้านถึงล้มละลาย
               เมื่อวันที่ 25-26 กันยายน 2555 เครือข่ายภาคประชาสังคม 5 เครือข่าย ได้แก่ มูลนิธิพิทักษ์ธรรมชาติเพื่อชีวิต, มูลนิธิฟื้นฟูชีวิตและธรรมชาติ, มูลนิธิไฮริคเบิร์น, เครือข่ายสภาองค์กรชุมชนตำบลแม่น้ำโขง 7 จังหวัดภาคอีสาน, เครือข่ายชุมชนลุ่มน้ำโขง ร่วมจัดงานประชุม “เขื่อนแม่น้ำโขง และการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ผลกระทบต่อเศรษฐกิจและศักยภาพการปรับตัวของชุมชนแม่น้ำโขง”
               ศูนย์ศิลปวัฒนธรรมกาญจนาภิเษก มหาวิทยาลัยราชภัฎอุบลราชธานี เพื่อเสนอผลงานวิจัยภาคประชาสังคม มีผู้เข้าร่วมจาก 7 จังหวัดภาคอีสานประกอบไปด้วยจ.อุบลราชธานี,อำนาจเจริญ,มุกดาหาร,หนองคาย,นครพนม, บึงกาฬ,เลย และชาวกัมพูชา
               นายชาญณรงค์ วงษ์ลา ประธานเครือข่ายสภาองค์กรชุมชนตำบลลุ่มน้ำโขง 7 จังหวัด ผู้เสนองานวิจัย กล่าวว่า ชาวบ้านที่อาศัยอยู่ริมแม่น้ำโขงล้วนพึ่งพาอาศัยแม่น้ำโขง ไม่ว่าจะเป็นการหาปลา การทำเกษตรริมโขง การค้าระหว่างชายแดน รวมไปถึงการท่องเที่ยว ซึ่งเมื่อคิดมูลค่าในเชิงเศรษฐกิจเฉพาะที่มีการสำรวจแล้วมีมูลค่ารวมกันกว่า 5 ล้านบาทต่อครัวเรือนต่อปี หากเกิดการสร้างเขื่อนขึ้นมูลค่าหรือการพึ่งพิงแม่น้ำโขงก็จะสูญสิ้น เช่น เศรษฐกิจ,ระบบนิเวศน์,การเกษตรริมฝั่งโขง,พันธุ์ปลา,การทำนาริมโขง,การเลี้ยงปลาในกระชัง,การท่องเที่ยว,การค้าชายแดน ฯลฯ
               ด้านนายประดิษฐ์  จันทรชาลี ตัวแทนเครือข่ายชุมชนลุ่มน้ำโขงอุบลราชธานี ผู้เสนองานวิจัยอีกท่าน เผย ระบบนิเวศย่อยในแม่น้ำโขงที่มีมากถึง 19 ระบบ เช่น ซ่ง, คอน, ดอน, บุ่ง เป็นระบบนิเวศที่สัมพันธ์กับคนและลักษณะการหาปลาที่แตกต่างกัน และจากการสำรวจแบบสอบถาม 500 ชุดใน 5 หมู่บ้าน พบว่า มีการทำอาชีพประมงมากถึงร้อยละ 52 คิดเป็นเงินมากถึง 9.6 ล้านบาทที่หมุนเวียนอยู่ในชุมชน ยังไม่รวมรายได้จากการพึ่งพิงแม่น้ำโขงด้านอื่นๆ ตั้งแต่มีการสร้างเขื่อนที่ประเทศจีนประกอบกับภูมิอากาศของโลกที่เปลี่ยนไปพบว่าพันธุ์ปลาลดน้อยลง ระดับน้ำแปนปรวนขึ้นลงไม่เป็นธรรมชาติ เชื่อว่าหากมีการสร้างเขื่อนเพิ่มเติมอีกระบบนิเวศรวมไปถึงรายได้ ความมั่นคงทางอาหารของชาวบ้านก็จะหมดสิ้นไป
               นายสีคอนสินชาวกัมพูชากล่าวว่า มีความสนใจในการเปลี่ยนแปลงของทรัพยากรสิ่งแวดล้อมจึงได้เข้ามาร่วมฟัง แม่น้ำโขงเสมือนเป็นพ่อของเรา แม่น้ำที่กัมพูชาก็เหมือนแม่ วันนี้พ่อกับแม่เราเริ่มป่วยเราจะนิ่งดูดายอยู่ได้อย่างไร ไม่ใช่เพียงคนไทยหรือกัมพูชา คนทั้งโลกควรร่วมกันลุกขึ้นมารักษาพ่อและแม่ของเรา
               ที่ประชุมส่วนใหญ่มีความหวั่นใจหากเกิดเขื่อนบ้านกุ่มที่ประเทศไทยหรือเขื่อนไซยบุรีที่สปป.ลาว จะกระทบทั้งการประมง,กรเกษตร,น้ำท่วม,ปลาสูญพันธุ์,หาดทรายหาย,วัชพืชไม่ตาย,ดินเสียหาย ทรัพยากรสูญสิ้น คนริมโขงก็คงต้องอพยพไปหางานทำที่กรุงเทพฯ พร้อมกันนี้ยังมีการร่วมกล่าวแถลงการณ์เร่งให้รัฐบาลทบทวน ยุติการสร้างเขื่อน และฟังเสียงประชาชน

ธุรกิจรับติดตั้งถังก๊าซเดือด


ธุรกิจรับติดตั้งอุปกรณ์ก๊าซแข่งเดือด "เอนเนอร์จี รีฟอร์ม"ชูโปรดักต์ใหม่ รองรับLPG และ NGV ในรถไฮบริด พร้อมเปิดเอ็กซ์คลูซีฟ ดีลเลอร์ รูปแบบใหม่ ให้บริการแบบ วัน สต็อป เซอร์วิส หวังปูทางรับเออีซี มั่นใจแนวรุกดันยอดขาย 1.2 พันล้าน ด้าน "เวอร์ซุส" ไม่หวั่น เดินหน้าขยายศูนย์บริการมาตรฐาน-พัฒนาเทคโนโลยีจูนก๊าซเอง 
นายสุรศักดิ์ นิตติวัฒน์ ประธานกรรมการ บริษัท เอนเนอร์จี รีฟอร์ม จำกัด ผู้ให้บริการติดตั้งระบบก๊าซรถยนต์รายใหญ่ เปิดเผยว่า ภาพรวมของธุรกิจรับติดตั้งอุปกรณ์ก๊าซในปีนี้มีการแข่งขันสูงมาก โดยมีมูลค่าตลาดอยู่ที่ 5 พันล้านบาทต่อเดือน ขณะที่ตัวเลขการติดตั้งในช่วง 6 เดือนมกราคม - มิถุนายนที่ผ่านมาพบว่า แอลพีจี เพิ่มขึ้น 22% หรือเฉลี่ยรถที่เข้ามาติดตั้งต่อเดือนประมาณ 1.5 หมื่นคัน โดยในที่นี้แบ่งออกเป็นแอลพีจี 85% และ เอ็นจีวี 15%
ด้านจำนวนประชากรรถยนต์ที่ติดตั้งก๊าซในประเทศไทยมีแล้วกว่า 1 ล้านคัน แบ่งออกเป็น แอลพีจี 7.5 - 8 แสนคัน และเอ็นจีวี 2 แสนคัน ขณะที่ผู้ประกอบการในตลาดมากกว่า 20 -30 ราย ด้านเอนเนอร์จี รีฟอร์ม ปัจจุบันให้บริการรับติดตั้งอุปกรณ์ถังก๊าซ แบ่งออกเป็น แอลพีจี 90% และ 10% เป็นเอ็นจีวี โดยในส่วนแอลพีจี เอนเนอร์จี รีฟอร์ม มีส่วนแบ่งทางการตลาด 55%
"ตลาดรับติดตั้งอุปกรณ์ก๊าซมีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่อง เพราะราคาน้ำมันที่ขยับเพิ่มสูงขึ้น และแม้ว่าราคาก๊าซจะมีการขยับตาม แต่ก็ยังคงถูกกว่าราคาน้ำมันครึ่งหนึ่ง และในอนาคตหากปตท.มีความสนใจและเปิดสถานีบริการแอลพีจีเพิ่มขึ้น บวกกับรัฐบาลให้การสนับสนุน ปัจจัยเหล่านี้ก็ยิ่งมีส่วนให้อุตสาหกรรมก๊าซเติบโต"
นายสุรชัย นิตติวัฒน์ ประธานกรรมการ บริษัท เอนเนอร์จี รีฟอร์ม จำกัด กล่าวว่า ภาพรวมการแข่งขันที่รุนแรงทำให้บริษัทมีการวางแนวทางตลาดเพื่อรับมือ โดยในไตรมาส 3 ได้เตรียมเปิดตัวเทคโนโลยีใหม่ ได้แก่ THE INNOVATION OF GAS TECHNOLOGY 4 in 1 หรือ "ENERGY 4.0" ซึ่งเป็นเทคโนโลยีระบบก๊าซแอลพีจีและเอ็นจีวีที่สามารถติดตั้งลงในรถยนต์ไฮบริดได้ทุกรุ่นทุกยี่ห้อ
สำหรับเทคโนโลยีดังกล่าวได้รับการพัฒนาขึ้นมาเป็นครั้งแรกของโลก สามารถรองรับการใช้พลังงาน 4 ระบบ ทั้งเอ็นจีวี, แอลพีจี, ระบบไฟฟ้าและน้ำมัน โดยบริษัทได้มีการทดสอบและใช้งานจริงเป็นระยะเวลาประมาณ 4 เดือน และจะมีการนำเทคโนโลยีนี้ไปเปิดตัวอย่างเป็นทางการในงาน "NGV Bangkok 2012" ที่จะจัดขึ้นเดือนพฤศจิกายนนี้ ที่ไบเทค บางนา
"เราไม่ได้ตั้งเป้าหมายยอดขายของสินค้าตัวใหม่นี้ เพราะเรามองว่าสินค้าใหม่จะเป็นการแสดงให้เห็นถึงนวัตกรรมที่เราพัฒนา อย่างไรก็ตามคาดว่าหลังจากเปิดตัวไปจะมีกลุ่มลูกค้าให้ความสนใจ โดยปัจจุบันราคาติดตั้งจะอยู่ที่ 2.6 - 3.6 หมื่นบาทในส่วนของแอลพีจี ส่วนการติตตั้งเอ็นจีวี สนนราคาเริ่มต้นที่ 3.2 - 4.2 หมื่นบาท"
นอกจาก"ENERGY 4.0" แล้วในไตรมาสที่ 4 ได้เตรียมจะพัฒนาสินค้าใหม่ออกสู่ตลาดอีกหนึ่งรุ่น โดยในตอนนี้อยู่ในระหว่างการพูดคุยกับซัพพลายเออร์จากอิตาลี คาดว่าจะได้เห็นปลายปีอย่างแน่นอน 
นายสุรศักดิ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า นอกจากการเปิดตัวสินค้าใหม่แล้ว ในแง่ของเครือข่ายศูนย์บริการก็เตรียมจะพัฒนาเป็นเอ็กซ์คลูซีฟ ดีลเลอร์ เอนเนอร์จี รีฟอร์ม โดยนอกจากจะรับติดตั้งอุปกรณ์ก๊าซแล้ว ยังจะมีบริการแบบ วัน สต็อป เซอร์วิส หรือซ่อมด่วน-ซ่อมเบา อาทิ เปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่อง,แบตเตอรี่ และการตรวจเช็กน้ำมัน ซึ่งตามแผนงานที่วางไว้จะมี 3 ขนาด คือ เอส ลงทุนเริ่มต้น 3 ล้าน ,เอ็ม และ แอล ที่ลงทุนประมาณ 15 ล้านบาท โดยคาดว่ารูปแบบใหม่นี้จะคืนทุนในระยะเวลา 1 - 2 ปี 
ปัจจุบัน เอนเนอร์จี รีฟอร์ม มีตัวแทนจำหน่ายประมาณ 200 แห่งทั่วประเทศ ซึ่งตามแผนงานในปีนี้จะมีการพัฒนาศูนย์บริการรูปแบบใหม่ประมาณ 10 แห่ง อาทิ พระราม 3,งามวงศ์วาน ,สระบุรี,ศรีราชา,อุบลราชธานี และภายในปี 2556 ตัวแทนจำหน่ายทั้ง 200แห่งจะพัฒนาเป็นรูปแบบใหม่ทั้งหมด